![[ครบชุด] T3103131 ตอนจบ มหาเศรษฐ ตามหาทายาทพ นล าน เด กคนน ทำไมหน าคล ายเขาจ งเลย](https://newsthai.live84today.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260331_184148.jpg)
Mercedes-AMG ONE: พลัง F1 สู่ถนนจริง สู่ยุคใหม่แห่ง Supercar
ในโลกแห่งยานยนต์สมรรถนะสูง การพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการมอเตอร์สปอร์ต ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลมาสู่นวัตกรรมบนท้องถนน เราได้เห็นการนำเทคโนโลยีที่เคยสงวนไว้สำหรับรถแข่งในสนาม มาปรับใช้กับรถยนต์โปรดักชั่น หรือแม้แต่รถต้นแบบที่เผยโฉมในงานมอเตอร์โชว์ระดับโลก เทคโนโลยีเหล่านั้นครอบคลุมตั้งแต่ระบบการจัดการพลังงาน, ระบบอัดอากาศแบบไร้การรอรอบ (Turbo Lag Free), ไปจนถึงระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ขั้นสูง สิ่งเหล่านี้กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของรถยนต์ที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน
จากสนามแข่ง Formula 1 สู่ Hypercar ระดับโลก: การเดินทางของ Mercedes-AMG Project ONE
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการ Formula 1 ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทางเทคนิคที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ต้องมีขนาดเล็กลง, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, มีน้ำหนักเบา และยังคงไว้ซึ่งพละกำลังอันมหาศาล Mercedes-AMG ได้มองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ในการนำเอาความสำเร็จและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมในสนามแข่ง มาผสานเข้ากับแพ็กเกจระบบส่งกำลังของรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจำหน่าย หนึ่งในผลผลิตที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ “Project ONE” ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย
การออกแบบที่ไร้ซึ่งการประนีประนอม: สุนทรียศาสตร์แห่งความเร็ว
แนวคิดการออกแบบของ Mercedes-AMG Project ONE ถูกขับเคลื่อนด้วยหลักการทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะสูงสุดตามที่ผู้บริหารของ Mercedes-AMG ตั้งเป้าไว้ ทุกเส้นสายและทุกรายละเอียดบนตัวถัง ได้รับการสรรค์สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของรถ เส้นสายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ, ส่วนโค้งเว้าที่พลิ้วไหว, และรูปทรงที่ลงตัว ล้วนสะท้อนถึงความงามสง่าบนตัวถังของ Project ONE การจัดวางเครื่องยนต์ให้อยู่ในตำแหน่งกลางลำตัว (Mid-Engine Layout) พร้อมห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่เป็นหลัก (Driver-Focused Cockpit) ทำให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระที่ค่อนข้างจำกัด แต่สิ่งที่ได้มานั้นคือการกระจายน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบ ซุ้มล้อขนาดใหญ่และสัดส่วนที่สมดุล เสริมด้วยส่วนท้ายที่กว้างกว่ารถสปอร์ต AMG รุ่นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหลังที่รองรับล้อขนาดมหึมา คือเครื่องยืนยันถึงดีเอ็นเอที่มาจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต สปอยเลอร์หน้าขนาดใหญ่พร้อมช่องดักอากาศที่ทอดยาวตลอดความกว้างของรถ คือส่วนประกอบที่สำคัญในการรีดอากาศ
ดีไซน์ที่เฉียบคม: การผสมผสานระหว่าง Aerodynamics และสุนทรียภาพ
ด้านหน้าของ Project ONE โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED แบบเรียบแบนที่กลมกลืนไปกับรูปทรงของตัวรถได้อย่างลงตัว เส้นหลังคาแบบไดนามิกมาพร้อมช่องอากาศเข้าขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับห้องเครื่องยนต์ ท่อดักอากาศได้รับการออกแบบให้มีเส้นสายที่ผสานเข้ากับครีบฉลามแนวตั้งได้อย่างสวยงาม การออกแบบท่อไอเสียที่ประกอบด้วยปลายทรงกลมขนาดใหญ่และช่องเปิดเล็กๆ อีกสองช่อง อิงตามรูปแบบของรถยนต์ Formula 1 โดยตรง การออกแบบที่โดดเด่นสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงคันนี้ ทำให้ Project ONE เป็นไฮเปอร์คาร์ที่มีบุคลิกเฉพาะตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถยนต์ตระกูล AMG
วิวัฒนาการของขุมพลัง: จาก V8 สู่ V6 Hybrid ใน Formula 1
หากย้อนกลับไปในอดีต เครื่องยนต์ V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศในรถ F1 สามารถทำรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 20,000 รอบต่อนาที แต่ด้วยกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ FIA ได้กำหนดให้ทีมต้องลดขนาดความจุของเครื่องยนต์ลง การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติวงการแข่งรถระดับโลก ระบบไฮบริดกลายเป็นส่วนสำคัญในการชดเชยพละกำลังที่หายไปจากการลดขนาดเครื่องยนต์ จากนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาถึง ด้วยเครื่องยนต์ V6 ที่มีขนาดเล็กลง พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Turbocharging, e-Turbo, การนำพลังงานจลน์กลับมาใช้ใหม่เมื่อยกคันเร่งและเบรก (Regenerative Braking), และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Recovery) อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่ามอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มสมรรถนะ ในขณะที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตหลายคนอาจโอดครวญถึงเสียงเครื่องยนต์ V6 รุ่นใหม่ที่ขาดความเร้าใจและมีเสียงที่แตกต่างไปจากเดิม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบส่งกำลังสันดาปภายใน ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยเทอร์โบและมอเตอร์ไฟฟ้า
ในอดีต ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์เบนซินอยู่ที่ประมาณ 20-35% แต่ในช่วงเวลาน้อยกว่าห้าปีหลังจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางเทคนิคของ Formula 1 เงินลงทุนหลายหมื่นล้านบาทในการวิจัยและพัฒนาได้เพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อนให้สูงขึ้นถึง 50% กฎข้อบังคับที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยี Formula 1 สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับรถยนต์ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น บริษัทรถยนต์หลายราย โดยเฉพาะผู้ผลิตจากเยอรมนี ได้นำเทคโนโลยีระบบส่งกำลังของเครื่องยนต์สันดาปภายในมาปรับปรุง ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่น่าทึ่งในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาป เทอร์โบไฟฟ้า (e-turbos) ที่ใช้ใน F1 กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีที่พบได้ในรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์ (ที่มีราคาสูงมาก) สำหรับกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ และสามารถบอกลาอาการรอรอบของเทอร์โบ หรือที่เรียกว่า “เทอร์โบแล็ก” ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเทคนิคใหม่ๆ จากวงการ F1
Aerodynamics อันล้ำสมัย: การจัดการอากาศที่เหนือชั้น
ช่องรับอากาศบนหลังคา ทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าไปยังช่องอากาศเข้าของคอมเพรสเซอร์เทอร์โบชาร์จเจอร์ การเพิ่มแรงดันอากาศเข้าสู่คอมเพรสเซอร์ หมายความว่าคอมเพรสเซอร์สามารถทำงานที่อัตราส่วนแรงดันต่ำลง เพื่อสร้างแรงดันในท่อร่วมไอดีได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้อากาศที่ออกมาจากเทอร์โบเย็นลงเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระของกังหันเทอร์ไบน์ ซึ่งจะลดแรงดันย้อนกลับภายในเครื่องยนต์ ท่อ NACA ขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า และท่อคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์และระบบไฮบริด ระบบส่งกำลังไฮบริดขั้นสูงเหล่านี้ ประกอบด้วยส่วนประกอบเพิ่มเติมสำหรับการระบายความร้อน ได้แก่ ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์แบบมาตรฐาน, ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมัน (สำหรับการถ่ายเทความร้อนในระบบอัดอากาศและแบตเตอรี่), อินเตอร์คูลเลอร์สำหรับเทอร์โบ และที่สำคัญคือการระบายความร้อนมอเตอร์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แรงสูง Project ONE ได้รับการออกแบบให้มีช่องระบายความร้อนสำหรับดึงลมร้อนออกจากส่วนต่างๆ ของระบบส่งกำลัง
มีอุปกรณ์ถ่ายเทความร้อนจำนวนมากติดตั้งอยู่ด้านหน้ารถ สังเกตได้จากช่องระบายอากาศขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้าและบังโคลนหน้า สิ่งเหล่านี้อาจเป็นแผ่นอากาศแบบแปรผัน (Variable Air Flaps) ที่ปิดในขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ และเปิดออกเพื่อเพิ่มแรงกด (Downforce) เมื่อต้องการ ก้านกระจกมองข้างก็มีความน่าสนใจเช่นกัน โดยใช้วัสดุน้ำหนักเบา ซึ่งในทางทฤษฎีอาจไม่แข็งแรงนัก แต่ทีมวิศวกรได้พิจารณาแล้วว่าการใช้รูปทรงดังกล่าวช่วยลดแรงต้านอากาศได้มากกว่าเมื่อเทียบกับก้านกระจกที่มีรูปทรงหนากว่า ซุ้มล้อหลังได้รับการปรับแต่งเพื่อช่วยนำอากาศไหลออก แผงด้านหลังล้อหน้า ช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศที่ออกจากบริเวณซุ้มล้อ แนวคิดการจัดการอากาศใน Project ONE คล้ายคลึงกับรถต้นแบบของรถแข่ง Le Mans โดยอากาศที่ไหลเข้าสู่ด้านหน้าของรถ จะถูกส่งไปตามแนวข้างของล้อหน้าและออกด้านข้าง ตามหลักอากาศพลศาสตร์
ด้านหลังของรถไม่มีส่วนใดที่ดูผิดปกติหรือแปลกประหลาดมากนัก ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่, ยางหลังกว้างแบบรถแข่ง, ตาข่ายขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นช่องระบบส่งกำลังด้านหลัง ช่วยให้อากาศร้อนระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ท่อไอเสียเป็นแบบเดี่ยวขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยท่อขนาดเล็กอีกสองท่อ
Hyperperformance: ขุมพลังที่มาจาก Formula 1
หัวใจของ Mercedes-AMG Project ONE คือเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร พร้อมระบบหัวฉีดตรง (Direct Injection) ที่ได้รับเทคโนโลยีโดยตรงจากรถแข่ง Formula 1 ผสานเข้ากับระบบอัดอากาศ Turbocharging และระบบไฟฟ้าแบบ e-Turbo Project ONE ถือเป็นแนวทางใหม่ในการออกแบบรถยนต์ AMG รุ่นต่อไปในอนาคต Mercedes-AMG Project ONE ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในสนามมอเตอร์สปอร์ตเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของ Mercedes-Benz ในฐานะ “ผู้นำแห่งการขับเคลื่อนแห่งอนาคต” ได้อย่างแท้จริง
ระบบขับเคลื่อน Plug-in Hybrid ประสิทธิภาพสูง EQ Power+:
ส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อน Plug-in Hybrid ประสิทธิภาพสูง EQ Power+ ใน Mercedes-AMG Project ONE ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยตรงจาก Formula 1 ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ Mercedes-AMG High Performance Powertrains ใน Brixworth เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด V6 ขนาด 1.6 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 4 ตัว:
มอเตอร์ไฟฟ้า 1: ติดตั้งรวมเข้ากับเทอร์โบชาร์จเจอร์
มอเตอร์ไฟฟ้า 2: ติดตั้งโดยตรงบนเครื่องยนต์สันดาป พร้อมเชื่อมต่อไปยังเพลาข้อเหวี่ยง
มอเตอร์ไฟฟ้า 3 และ 4: ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหน้าทั้งสองข้าง
การตกแต่งภายใน: สัมผัสของ Formula 1 ที่สัมผัสได้จริง
การผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพและการใช้งานจริง ทำให้การตกแต่งภายในของ Project ONE ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องนักบินของรถแข่ง Formula 1 ทั้งภายในและภายนอก สีสันและวัสดุภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Formula 1 การออกแบบภายในที่โค้งมนตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมเบาะนั่งแบบ Bucket Seat 2 ตำแหน่ง โดดเด่นด้วยสไตล์ที่ล้ำสมัยและเรียบง่าย (Minimalist) ใช้วัสดุนวัตกรรมใหม่ แป้นเหยียบและพวงมาลัยแบบ Formula 1 สามารถปรับได้ตามความต้องการ คอนโซลกลางที่แยกพื้นที่คนขับและผู้โดยสารออกจากกัน สะท้อนเอกลักษณ์ของยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ส่วนประกอบต่างๆ สร้างขึ้นจากโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ ผสมผสานเข้ากับแพลตฟอร์มโมโนค็อก เบาะนั่งแบบรถแข่งช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับการแข่งขัน เบาะนั่งบุด้วยหนัง Nappa สีเทา Magnesium พร้อมการเย็บตะเข็บสีเหลืองตัดกัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ AMG
ความพิเศษที่สะท้อนถึงความหรูหราและเทคโนโลยีขั้นสูง:
เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐี การผลิต Mercedes-AMG Project ONE ถูกจำกัดไว้ที่จำนวนน้อยกว่า 300 คันทั่วโลก ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี Formula 1 อย่างแท้จริง ประตูแบบปีกนก (Dihedral Doors) ที่เปิดขึ้นด้านบน, รูปทรงที่แบนราบและเตี้ย, ตัวถังที่มาพร้อมระบบ Active AERO (ระบบอากาศพลศาสตร์แบบแอคทีฟ) ชุดจัดกระแสลมรอบคัน, สปอยเลอร์หลังแบบพิเศษรวมกับครีบหลังคาร์บอนดีไซน์ล้ำสมัย และท่อระบายท้ายทำจากแมกนีเซียม ทำให้รถยนต์สีเงินคันนี้มีรูปลักษณ์ราวกับยานรบจากต่างดาว ระบบอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ของรถคันนี้ ถูกสร้างสรรค์จากชิ้นส่วนคาร์บอนที่ทำหน้าที่ 4 รูปแบบหลัก:
โหมด DRS (Drag Reduction System): ปรับเพื่อความลู่ลมสูงสุดสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง
โหมดสร้างแรงกด (Downforce): ใช้ Air Blade ทั้งสองข้างเพื่อสร้างแรงยึดเกาะกับถนน
โหมดปรับสมดุล: ปรับมุมของครีบเพื่อสร้างแรงกดที่สมดุลระหว่างด้านหน้าและด้านหลัง
โหมดสร้างแรงต้านสูงสุด: ปรับเพื่อสร้างแรงต้านอากาศสูงสุดสำหรับการเบรก
ระบบช่วงล่างแบบ Active Suspension และชุดเฟืองทดกำลังของระบบ Torque Vectoring ที่สามารถส่งแรงบิดไปยังล้อข้างใดข้างหนึ่งได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าล้อนั้นจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์สันดาป
ระบบเสริมพลังงานแบบ Hybrid และการจัดการพลังงาน:
แบตเตอรี่ Lithium-ion แบบพิเศษ ถูกติดตั้งที่ด้านหน้าของรถ หลังแร็คพวงมาลัยและช่วงล่าง เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมมาตร ระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่มีพื้นฐานเดียวกันกับรถแข่ง Formula 1
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า แยกการทำงานของแต่ละข้างอย่างอิสระ เพื่อป้องกันการสูญเสียกำลังระหว่างการขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละตัวให้กำลัง 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) เมื่อทำงานพร้อมกันเต็มที่ จะให้กำลังรวม 326 แรงม้า สามารถหมุนด้วยรอบสูงถึง 50,000 รอบต่อนาที เมื่อผู้ขับขี่เลือกใช้ระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว พลังงานจากแบตเตอรี่สามารถทำให้ Project ONE วิ่งได้ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตรโดยไม่ปล่อยมลพิษ ระบบสะสมพลังงานแบบพิเศษยังช่วยชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะขับเคลื่อนได้ถึง 80%
มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 3 ขนาด 90 กิโลวัตต์ (ประมาณ 122 แรงม้า) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบเทอร์โบชาร์จ ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ปั่นใบพัดไอดีเพื่ออัดอากาศและลดอาการรอรอบของเทอร์โบ เมื่อผู้ขับขี่ใช้รอบเครื่องยนต์สูง ระบบควบคุมจะตัดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าตัวนี้ และปล่อยให้หน้าที่การปั่นใบพัดไอดีเป็นของกังหันเทอร์ไบน์ในใบพัดไอเสียแทน ในขณะเดียวกัน มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือส่งกำลังไฟฟ้าไปยังมอเตอร์ตัวอื่นๆ
มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 4 ขนาด 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์และชุดเกียร์ ทำหน้าที่เสริมแรงบิด และส่งกำลังไปยังเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมชุดเฟืองตรง (Spur Gear) สำหรับการตัดต่อกำลัง และมีโหมด ERS (Energy Recovery System) ที่ช่วยสะสมพลังงานมาเพิ่มแรงบิดในช่วงสั้นๆ เพื่อเร่งแซงอย่างทรงพลัง
สมรรถนะที่เหนือระดับ:
เมื่อเครื่องยนต์ V6 จากรถแข่ง F1 W07 ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัว จะให้กำลังรวมกว่า 1,000 แรงม้า Mercedes-AMG Project ONE สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 2.9 วินาที, 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุดกว่า 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ยางสมรรถนะสูง Michelin Pilot Sport Cup 2:
ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงมหาศาลคือยาง ไฮเปอร์คาร์ Mercedes-AMG Project ONE ใช้ยาง Michelin รุ่น Pilot Sport Cup 2 โดยยางล้อหน้ามีขนาด 285/35ZR-19s ส่วนยางล้อหลัง แม้จะเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ก็จัดเต็มด้วยขนาดใหญ่แบบรถแข่ง 335/30ZR-20s ยางสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่น Pilot Sport Cup 2 ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับไฮเปอร์คาร์ ทั้งในด้านการยึดเกาะ, การรีดน้ำ, และสมรรถนะการเบรก
ระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อน:
กำลังจากเครื่องยนต์ V6 จะส่งแรงบิดไปยังล้อหลัง ชุดเกียร์ของ Project ONE เป็นระบบเกียร์อัตโนมัติกึ่งอัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT 8 Speed ที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับการปรับตั้งให้เหมาะสมกับโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่เลือกใช้ ระบบเกียร์แบบไฮดรอลิกช่วยเพิ่มความทนทานและการตอบสนองที่รวดเร็วในการเปลี่ยนอัตราทด ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการทำงานของเกียร์ได้อย่างหลากหลาย เมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสามตัวทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนของ Project ONE จะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ซึ่ง Mercedes-AMG เรียกระบบนี้ว่า “AMG Performance 4MATIC+”
ข้อมูลทางเทคนิคโดยสังเขป:
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง
เครื่องยนต์: 1.6 ลิตร V6 พร้อมระบบหัวฉีดตรง, สี่วาล์วต่อสูบ, เพลาลูกเบี้ยวเหนือฝาสูบสี่ชุด, เทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้า, มอเตอร์ไฟฟ้าเชื่อมต่อกับเพลาข้อเหวี่ยง
ปริมาตรกระบอกสูบ: 1,600 ซีซี
กำลังจากล้อหลัง: > 500 กิโลวัตต์
กำลังจากล้อหน้า: 2 x 120 กิโลวัตต์
กำลังรวมของระบบ: > 740 กิโลวัตต์ (> 1,000 แรงม้า)
ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า: 25 กิโลเมตร
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนสี่ล้อแปรผัน AMG Performance 4MATIC+ พร้อมเพลาหลังขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด, เพลาหน้าขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า, และระบบ Torque Vectoring
เกียร์: เกียร์ธรรมดากึ่งอัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT 8 สปีด
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: < 6 วินาที
ความเร็วสูงสุด: > 350 กม./ชม.
Mercedes-AMG Project ONE ไม่ใช่เพียงรถยนต์ แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Formula 1 สู่โลกแห่งความเป็นจริง หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในนวัตกรรมแห่งความเร็ว และปรารถนาที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ก้าวสู่อีกระดับของการเดินทางกับ Mercedes-AMG Project ONE ที่จะมอบประสบการณ์เหนือจินตนาการให้กับคุณ.