![[ครบชุด] T3103114 กใจน งก กใจน งก ทำเพ องาน งานน จะจบย งไ](https://newsthai.live84today.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260331_184217.jpg)
Mercedes-AMG ONE: สูตรลับความแรงจากสนามแข่ง Formula 1 สู่สุดยอดไฮเปอร์คาร์เพื่อถนน
ในโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมากมายถูกนำมาใช้ในการพัฒนารถแข่ง Formula 1 เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ปรากฏให้เห็นในรถต้นแบบแนวคิดที่จัดแสดงตามงานมอเตอร์โชว์ แต่บางส่วนยังถูกถ่ายทอดมาสู่รถยนต์ที่ใช้งานบนท้องถนนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบเก็บเกี่ยวพลังงาน, ระบบอัดอากาศเทอร์โบที่ปราศจากอาการหน่วง (Turbo Lag) หรือแม้กระทั่งระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่อันซับซ้อน
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์ระดับสูงมาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกำหนดทางเทคนิคใหม่ๆ ที่บังคับให้รถแข่ง Formula 1 ต้องมีเครื่องยนต์ที่เล็กลง แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะสูงสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นี่คือจุดที่ Mercedes-AMG ตัดสินใจนำเอาความสำเร็จและองค์ความรู้ที่ได้จากการแข่งขันอันดุเดือดในสนาม มาหลอมรวมเป็นสุดยอดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ นั่นคือ Mercedes-AMG ONE (เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน) ไฮเปอร์คาร์ที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง F1 อย่างแท้จริง
นิยามใหม่แห่งการออกแบบ: สมรรถนะคือแก่นแท้
การออกแบบของ Mercedes-AMG ONE ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ทุกเส้นสาย ทุกสัดส่วน ล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองเป้าหมายสูงสุด นั่นคือ “สมรรถนะ” แนวคิดหลักในการออกแบบคือการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางห้องโดยสาร (Mid-engine) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการกระจายน้ำหนักและประสิทธิภาพการควบคุม Cockpit ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับสนามแข่งให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร แม้พื้นที่เก็บสัมภาระอาจมีจำกัด แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพที่รถคันนี้มอบให้
สัดส่วนที่ดูดุดันราวกับกล้ามเนื้อที่พร้อมจะปะทุ, เส้นสายที่พลิ้วไหวแต่แฝงด้วยความแข็งแกร่ง, และรูปทรงแอโรไดนามิกที่สะท้อนถึงดีเอ็นเอแห่งการแข่งขัน คือสิ่งที่ทำให้ Mercedes-AMG ONE โดดเด่นเหนือใคร ซุ้มล้อขนาดใหญ่ที่รองรับล้ออัลลอยด์มหึมา คือเครื่องยืนยันถึงต้นกำเนิดในสนามแข่งอย่างชัดเจน สปอยเลอร์หน้าขนาดกว้างพร้อมช่องดักอากาศขนาดมหึมาตลอดแนวหน้ารถ คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากทุกอณูอากาศ
วิศวกรรมอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง: อากาศคือเพื่อนร่วมทาง
การออกแบบส่วนหน้าอันเฉียบคมที่ผสานกับไฟหน้า LED แบบแบนราบ ทำให้รถดูกลมกลืนไปกับตัวถังอย่างลงตัว เส้นสายหลังคาที่ลาดเอียงอย่างมีไดนามิก พร้อมช่องรับอากาศขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนให้กับห้องเครื่องยนต์ คือภาพที่เห็นได้ชัดเจนของเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ต การออกแบบท่อไอเสียที่มีปลายทรงกลมขนาดใหญ่ 2 ช่อง พร้อมช่องเล็กอีก 2 ช่องที่อยู่ด้านข้าง ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากรถยนต์ Formula 1
สิ่งที่น่าสนใจคือช่องรับอากาศบริเวณหลังคา ซึ่งทำหน้าที่ดูดอากาศเย็นเข้าสู่ระบบอินเตอร์คูลเลอร์ของเทอร์โบชาร์จเจอร์ การอัดอากาศด้วยแรงดันที่สูงขึ้นหมายความว่าเทอร์โบสามารถทำงานที่อัตราส่วนแรงดันที่ต่ำลง เพื่อสร้างแรงดันในท่อร่วมไอดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อากาศที่ออกจากเทอร์โบจึงเย็นลงเล็กน้อย ส่งผลให้ลดแรงต้านทานภายในเครื่องยนต์ได้อีกด้วย ท่อ NACA ขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าของตัวรถที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์และระบบไฮบริดอย่างมีนัยสำคัญ
ระบบส่งกำลังไฮบริดขั้นสูงของ Mercedes-AMG ONE ต้องการระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ นอกเหนือจากระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์แบบมาตรฐานและระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมัน (สำหรับระบบอัดอากาศและแบตเตอรี่) ยังมีอินเตอร์คูลเลอร์สำหรับเทอร์โบ และที่สำคัญยิ่งคือระบบระบายความร้อนสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แรงดันสูง
องค์ประกอบของการระบายความร้อนจำนวนมากถูกติดตั้งไว้ที่ด้านหน้าของรถ สังเกตได้จากช่องระบายอากาศขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้าและบังโคลนหน้า ส่วนประกอบเหล่านี้อาจเป็นบานเกล็ดอากาศแบบแปรผัน (Active Aerodynamics) ที่สามารถปิดเพื่อลดแรงต้านขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ และเปิดออกเพื่อเพิ่มแรงกด (Downforce) ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
กระจกมองข้างที่มีก้านดีไซน์บางเฉียบ ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา อาจดูไม่แข็งแรงนักในแวบแรก แต่การออกแบบเช่นนี้ได้รับการพิจารณาทางวิศวกรรมแล้วว่าช่วยลดแรงต้านอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซุ้มล้อหลังถูกออกแบบมาเพื่อช่วยระบายอากาศออกจากบริเวณดังกล่าวอย่างเหมาะสม แผงด้านหลังล้อหน้าช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศที่ออกจากซุ้มล้อหน้า แนวคิดการไหลเวียนของอากาศใน Project ONE นั้นคล้ายคลึงกับรถต้นแบบรถแข่ง Le Mans โดยอากาศที่ไหลเข้าด้านหน้าจะถูกนำพาไปรอบล้อหน้าและระบายออกทางด้านข้าง เพื่อหลักอากาศพลศาสตร์สูงสุด
ส่วนท้ายของรถนั้น แม้จะดูสง่างาม แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพสูงสุด ดิฟฟิวเซอร์หลังขนาดใหญ่, ยางหลังที่กว้างราวกับรถแข่ง, และตาข่ายขนาดใหญ่ที่ปิดช่องระบายอากาศบริเวณท้ายรถ ช่วยให้อากาศร้อนระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ท่อไอเสียแบบเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ประกบด้วยท่อขนาดเล็กสองท่อ คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความดุดันและเทคโนโลยี
ขุมพลังเหนือมนุษย์: หัวใจ F1 สู่ถนน
ย้อนกลับไปในทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องยนต์ V8 แบบไร้ระบบอัดอากาศในรถ F1 สามารถรีดรอบได้สูงถึง 20,000 รอบต่อนาที แต่ด้วยข้อจำกัดด้านมลพิษที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ FIA ต้องออกกฎให้ลดขนาดความจุเครื่องยนต์ลง การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมครั้งใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต ระบบไฮบริดถูกนำมาใช้เพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปจากการลดขนาดเครื่องยนต์
จากจุดนั้น สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเครื่องยนต์ V6 ขนาดเล็กที่มาพร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบ, ระบบ e-Turbo, และการนำพลังงานจลน์กลับมาใช้ใหม่เมื่อยกคันเร่งและเบรก รวมถึงการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่ามอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสมรรถนะ
แม้ว่าแฟน Formula 1 หลายคนอาจโหยหาเสียงคำรามอันทรงพลังของเครื่องยนต์ V8 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบส่งกำลังใหม่นี้ได้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างก้าวกระโดด ด้วยการผสานการทำงานของเทอร์โบและมอเตอร์ไฟฟ้า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์เบนซินเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นกว่า 35% ในเวลาเพียงไม่นานหลังจากการเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับของ Formula 1 เงินลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ได้เพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อนขึ้นไปถึง 50%
กฎข้อบังคับที่เปลี่ยนไปนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยี Formula 1 สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับรถยนต์ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง บริษัทรถยนต์บางแห่ง โดยเฉพาะแบรนด์เยอรมัน ได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับปรุงเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่น่าทึ่งในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ
เทคโนโลยี e-Turbo ที่ใช้ใน F1 ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์ราคาแพงสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในปัจจุบัน ซึ่งสามารถบอกลาอาการ “เทอร์โบแล็ก” ที่เคยเป็นปัญหาได้อย่างแท้จริง
หัวใจหลัก: เครื่องยนต์ V6 เทอร์โบไฮบริด
หัวใจของ Mercedes-AMG ONE คือเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร พร้อมระบบฉีดตรง และเทคโนโลยีที่ยกมาจากรถแข่ง Formula 1 โดยตรง ระบบอัดอากาศเทอร์โบที่ทำงานร่วมกับระบบ e-Turbo คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้รถคันนี้มีความโดดเด่น Mercedes-AMG ONE ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูความสำเร็จในสนามแข่ง แต่ยังเป็นการตอกย้ำสถานะของ Mercedes-Benz ในฐานะ “ผู้นำแห่งการขับเคลื่อนแห่งอนาคต” ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริดประสิทธิภาพสูง EQ Power+ ใน Mercedes-AMG ONE นั้น ได้รับการพัฒนาโดยตรงจากรถแข่ง Formula 1 ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ Mercedes-AMG High Performance Powertrains ใน Brixworth
เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.6 ลิตร V6 นี้ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมด 4 ตัว:
มอเตอร์ไฟฟ้าที่ 1: รวมเข้ากับเทอร์โบชาร์จเจอร์ (e-Turbo) เพื่อลดอาการหน่วงของเทอร์โบ และช่วยในการรีดสมรรถนะในช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำ
มอเตอร์ไฟฟ้าที่ 2: ติดตั้งโดยตรงบนเครื่องยนต์สันดาป พร้อมเชื่อมต่อกับเพลาข้อเหวี่ยง ทำหน้าที่เพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์
มอเตอร์ไฟฟ้าที่ 3 และ 4: ขับเคลื่อนล้อหน้าทั้งสองข้างอย่างอิสระ เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่แบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่เหนือชั้น
ภายในห้องโดยสาร: นิยามใหม่ของ F1 สตรีทคาร์
การตกแต่งภายในของ Mercedes-AMG ONE มอบความรู้สึกราวกับอยู่ในรถแข่ง Formula 1 อย่างแท้จริง สีสันและวัสดุภายในได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งระดับโลก การออกแบบภายในที่คำนึงถึงสรีรศาสตร์ พร้อมเบาะนั่งแบบ Bucket Seat 2 ตำแหน่ง โดดเด่นด้วยสไตล์มินิมอลที่ล้ำสมัยและใช้งานง่าย วัสดุที่ใช้เป็นนวัตกรรมใหม่ คันเหยียบและพวงมาลัยแบบ Formula 1 สามารถปรับตำแหน่งได้ตามต้องการ
คอนโซลกลางที่แยกพื้นที่ระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ออกแบบมาตามลักษณะเฉพาะของยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผสานเข้ากับแพลตฟอร์มโมโนค็อก มอบความแข็งแกร่งและความเบา เบาะนั่งสไตล์รถแข่ง สื่อถึงความเชื่อมโยงกับการแข่งขันอย่างชัดเจน การตกแต่งด้วยหนัง Nappa สีเทา Magento สลับกับการเย็บตะเข็บสีเหลืองตัดกัน คือเอกลักษณ์เด่นของ AMG
เทคโนโลยี Aerodynamics แบบ Active: พลังที่มองเห็นได้
สิ่งที่ทำให้ Mercedes-AMG ONE เหนือกว่ารถไฮเปอร์คาร์ทั่วไป คือระบบ Aerodynamics แบบ Active ที่ทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ทำหน้าที่ถึง 4 รูปแบบ:
โหมด DRS (Drag Reduction System): ปรับเพื่อลดแรงต้านอากาศสูงสุดสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง
สร้างแรงยึดเกาะ: ใช้ Air Blade ทั้งสองข้างเพื่อสร้างแรงกด (Downforce) เพิ่มการยึดเกาะถนน
ปรับสมดุล: ปรับมุมของครีบเพื่อสร้างแรงกดที่เหมาะสม ช่วยรักษาสมดุลระหว่างหน้าและท้ายรถ
สร้างแรงต้านสูงสุด: ปรับเพื่อสร้างแรงต้านอากาศสูงสุดสำหรับการเบรกอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ระบบช่วงล่างแบบ Active Suspension และระบบ Torque Vectoring ที่สามารถส่งแรงบิดไปยังล้อข้างใดข้างหนึ่งได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าล้อนั้นจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์หรือเครื่องยนต์ ก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมรถในทุกสภาวะ
ระบบเก็บเกี่ยวพลังงาน: สมองของไฮบริด
ระบบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบพิเศษของ Mercedes-AMG ONE ได้รับการปรับปรุงให้มีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง แบตเตอรี่ถูกติดตั้งไว้ด้านหน้า เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมมาตร ชุดระบายความร้อนแบตเตอรี่มีพื้นฐานมาจากรถแข่ง Formula 1
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ขับเคลื่อนล้อหน้า มีความสามารถในการแยกซ้าย-ขวา เพื่อป้องกันการสูญเสียกำลังระหว่างการขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละตัวให้กำลัง 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) เมื่อทำงานพร้อมกันทั้งสองตัว จะสร้างกำลังรวมถึง 326 แรงม้า และสามารถหมุนได้ด้วยรอบสูงถึง 50,000 รอบต่อนาที
เมื่อผู้ขับขี่เลือกใช้ระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว พลังงานจากแบตเตอรี่สามารถผลักดันให้ Project ONE วิ่งได้ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยปราศจากมลพิษ ระบบเก็บเกี่ยวพลังงานแบบพิเศษยังช่วยชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะขับขี่ได้ถึง 80%
มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 3 (90 กิโลวัตต์ หรือ 122 แรงม้า) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบเทอร์โบชาร์จ ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ มอเตอร์นี้จะปั่นใบพัดไอดีเพื่ออัดอากาศ ทำให้เกิดอาการ “เทอร์โบแล็ก” ลดลงอย่างมาก เมื่อใช้รอบเครื่องยนต์สูง ระบบควบคุมจะตัดการทำงาน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกังหันเทอร์ไบน์ทำหน้าที่แทน ขณะเดียวกัน มอเตอร์ก็จะทำการชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือส่งกำลังไฟไปยังมอเตอร์ตัวอื่นๆ
มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 4 (120 กิโลวัตต์ หรือ 163 แรงม้า) ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์และชุดเกียร์ ทำหน้าที่เสริมแรงบิด และส่งกำลังไปยังเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดไฮดรอลิก พร้อมระบบ Energy Recovery System (ERS) ที่ช่วยเก็บเกี่ยวพลังงานมาเพิ่มแรงบิดในช่วงสั้นๆ เพื่อเร่งแซงอย่างทรงพลัง
สมรรถนะที่เหนือกว่าจินตนาการ
เมื่อเครื่องยนต์ V6 ของรถแข่ง F1 W07 ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัว Mercedes-AMG Project ONE จะสร้างกำลังรวมกว่า 1,000 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ใน 2.9 วินาที, 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุดมากกว่า 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 ถูกเลือกใช้สำหรับไฮเปอร์คาร์คันนี้ ยางล้อหน้ามีขนาด 285/35ZR-19s และสำหรับยางหลัง แม้จะเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ก็จัดเต็มด้วยยางขนาด 335/30ZR-20s ยางสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่นนี้ ออกแบบมาเพื่อไฮเปอร์คาร์โดยเฉพาะ ทั้งในด้านการยึดเกาะ, การรีดน้ำ, และสมรรถนะการเบรก
กำลังจากเครื่องยนต์ V6 จะส่งแรงบิดไปขับเคลื่อนล้อหลัง ชุดเกียร์ของ Project One เป็นระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด AMG Speedshift ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตั้งมาอย่างเหมาะสมกับโหมดการขับขี่ที่เลือกใช้ ระบบเกียร์ไฮดรอลิกช่วยเพิ่มความทนทานและการตอบสนองที่รวดเร็ว ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการทำงานของเกียร์ได้อย่างหลากหลาย
เมื่อมอเตอร์ทั้งสามตัวทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนของ Project One จะกลายเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา Mercedes-AMG เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า AMG Performance 4MATIC+
ข้อมูลทางเทคนิคโดยสรุป:
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนล้อหลัง (เครื่องยนต์) + ขับเคลื่อนล้อหน้า (มอเตอร์ไฟฟ้า)
เครื่องยนต์: 1.6 ลิตร V6 เทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้า, 4 วาล์วต่อสูบ, 4 เพลาลูกเบี้ยว, พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าเชื่อมต่อเพลาข้อเหวี่ยง
ปริมาตรกระบอกสูบ: 1,600 ซีซี
กำลังขับเคลื่อนล้อหลัง (เครื่องยนต์): > 500 กิโลวัตต์
กำลังขับเคลื่อนล้อหน้า: 2 x 120 กิโลวัตต์
กำลังรวมทั้งระบบ: > 740 กิโลวัตต์ (> 1,000 แรงม้า)
ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า: 25 กิโลเมตร
ระบบขับเคลื่อน: AMG Performance 4MATIC+ แบบแปรผัน, เพลาล้อหลังไฮบริด, เพลาหน้าขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า, Torque Vectoring
ระบบเกียร์: เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด AMG SPEEDSHIFT
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: < 6 วินาที
ความเร็วสูงสุด: > 350 กม./ชม.
Mercedes-AMG ONE คือการผสานสุดยอดนวัตกรรมจากสนามแข่ง Formula 1 เข้ากับรถยนต์ที่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างแท้จริง คือนิยามของ “Hyperperformance” ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อสมรรถนะของยานยนต์ไปตลอดกาล
หากคุณคือผู้ที่ใฝ่ฝันถึงการครอบครองสุดยอดเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ต และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าใคร การลงทุนใน Mercedes-AMG ONE อาจเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่ก้าวล้ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา