วันที่ 26 ม.ค. 2569 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วน พญ. จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมกันแถลงข่าวกรณีโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) หลังมีข่าวพบผู้ป่วยในรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย และ องค์การอนามัยโลกได้จัดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย
นพ. โสภณ ระบุว่า กรมควบคุมโรคยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย โดยสถานการณ์ในต่างประเทศพบผู้ป่วยยืนยันที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย และมีการระบาดอยู่ในพื้นที่ เมืองบาราซัต รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย และบังกลาเทศ ซึ่งเชื้อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะในชุมชน
แม้พื้นที่ระบาดจะอยู่ห่างไกล แต่เนื่องจากมีเที่ยวบินตรงเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต กระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งการให้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค. โดยเน้นการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้กรอกเอกสารติดตามอาการและสังเกตอาการตนเอง จัดเตรียมด่านคัดกรองโรค สถานพยาบาล และทีมสอบสวนโรคให้พร้อมปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งจะมีการประเมินความเสี่ยงซ้ำอีกครั้งใน 1 สัปดาห์ข้างหน้า
พญ. จุไร ให้ข้อมูลทางระบาดวิทยาและความเสี่ยงเพิ่มเติมว่า โรคไวรัสนิปาห์เป็นโรคอุบัติซ้ำที่มีความรุนแรง มีค้างคาวผลไม้ เช่น ค้างคาวแม่ไก่ เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ แพร่เชื้อสู่สัตว์กลาง เช่น สุกร และติดต่อสู่คน หรือจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ไวรัสนิปาห์มีความสามารถในการแพร่กระจายต่ำ อยู่ที่ 0.2-0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน แพร่เชื้อได้ไม่ถึง 1 คน ซึ่งต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ มีความสามารถในการแพร่เชื้อ 1.2-2.0 ในขณะที่โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน มีความสามารถในการแพร่ 8-10
ไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูง ก่อให้เกิดอาการรุนแรงในระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท หรือสมองอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ โดยพบ 2 สายพันธุ์ย่อย คือ สายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังกลาเทศ (ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า) ระยะฟักตัวเฉลี่ย 4-14 วัน แต่อาจยาวนานได้ถึง 45 วัน
แม้ประเทศไทยจะมีค้างคาวแม่ไก่ แต่จากข้อมูลการสำรวจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบอัตราการติดเชื้อในค้างคาวไทยเพียงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับอินเดียที่พบการติดเชื้อ 40-50% และไม่เคยพบการติดเชื้อในสุกรหรือคนในพื้นที่เสี่ยง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ยังต้อง “การ์ดสูง” เฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดอย่างเคร่งครัด โดยล่าสุดผลการตรวจกลุ่มเสี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย 200 รายในบังกลาเทศ ยังไม่พบการติดเชื้อเพิ่ม
กรมควบคุมโรคแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไป หรือกลับจากประเทศอินเดียและพื้นที่เสี่ยง ระหว่างพำนักในพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่วย ห้ามรับประทานผลไม้ที่ตกพื้นหรือมีรอยกัดแทะ งดดื่มน้ำผลไม้สดหรือน้ำอินทผลัมสดที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด
หลังเดินทางกลับให้สังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 21 วัน หากมีอาการไข้ ปวดศีรษะ หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
ประชาชนที่มีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น.
Ferrari 12 Cilindri: สุดยอดการออกแบบแห่งปี 2025 ตอกย้ำดีเอ็นเอแห่งตำนาน
ในปี 2025 วงการยานยนต์โลกต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ Ferrari 12 Cilindri ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอดผลงานการออกแบบแห่งปี จากเวทีอันทรงเกียรติ Car Design Award การประกาศผลและพิธีมอบรางวัลซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในมหานครมิลาน อันเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week ประจำปีนี้ ได้ตอกย้ำถึงความโดดเด่นของแบรนด์ม้าลำพองในการผสมผสานประวัติศาสตร์อันยาวนานเข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว
Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ได้เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลอันทรงคุณค่านี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญของทีมงานที่ได้รังสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ขึ้นมา รางวัล Car Design Award ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1984 มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูการออกแบบที่สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ก้าวไปข้างหน้า การตัดสินผู้ชนะมาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชนชั้นนำด้านยานยนต์จากทั่วโลก
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของรางวัลนี้ Ferrari ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการคว้ารางวัลในหมวด Production Cars ไปแล้วถึง 5 ครั้ง ประกอบด้วย Testarossa ในปี 1985, Roma ในปี 2020, 296 GTB ในปี 2022, Purosangue ในปี 2023 และล่าสุดคือ 12 Cilindri ในปี 2025 นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับรางวัลในหมวด Brand Design Language จากผลงาน Purosangue ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสอดคล้องของปรัชญาการออกแบบในทุกรุ่นของแบรนด์
คณะกรรมการ ADI ได้ให้เหตุผลในการตัดสินว่า Ferrari 12 Cilindri ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของรถ Ferrari V12 ในยุคทศวรรษ 1950 และ 1960 ได้อย่างยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังได้นำมาตีความและปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างมีชั้นเชิง การพัฒนางานด้านแอโรไดนามิกของรถรุ่นนี้ไม่ได้อาศัยเพียงประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมาเท่านั้น แต่ยังผสานหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเป็นสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว นี่คือผลลัพธ์ของสายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานอันแข็งแกร่งในอดีต และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแบรนด์ ที่ผลักดันให้ 12 Cilindri ก้าวข้ามทุกความคาดหมาย
Ferrari 12 Cilindri: การเดินทางข้ามกาลเวลา สู่สุนทรียภาพแห่งการขับขี่
Ferrari 12 Cilindri ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือการเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองของรถ Gran Turismo ในทศวรรษ 1950 และ 1960 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายทอดภารกิจสำคัญของรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้า แบบ 2 ที่นั่ง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Ferrari V12 มาสู่ยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านการออกแบบที่ล้ำสมัย การใช้งานที่หลากหลาย และสมรรถนะที่ไร้ที่ติ
การออกแบบภายนอก: ความสง่างามที่ไร้กาลเวลา
รูปลักษณ์ภายนอกของ Ferrari 12 Cilindri คือนิยามใหม่ของความสปอร์ตที่มาพร้อมกับความหรูหรา และความพิถีพิถันในทุกเส้นสาย ตัวถังของรถได้รับการออกแบบให้มีความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง แฝงไว้ด้วยการผสานนวัตกรรมอย่างลงตัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือระบบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับรูปทรงของตัวรถอย่างแนบเนียน ไม่ดูขัดตา แต่ยังคงประสิทธิภาพสูงสุด
การเปิดฝากระโปรงหน้าในลักษณะย้อนทาง (reverse opening bonnet) นั้นไม่ใช่เพียงลูกเล่น แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมความงามของขุมพลัง V12 อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ที่ซ่อนอยู่ภายใน ขณะที่ท่อไอเสียแบบ Twin Pair ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความแรงและความเป็น Ferrari อย่างชัดเจน การออกแบบเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะยกระดับมรดกอันล้ำค่าของ Ferrari ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในทุกมิติ
ขุมพลัง V12: สมรรถนะอันเป็นตำนาน สู่ยุคใหม่
หัวใจสำคัญที่ทำให้ 12 Cilindri พิเศษยิ่งขึ้น คือเครื่องยนต์ V12 อันทรงพลัง ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะสมบัติอันล้ำค่าของ Ferrari มาอย่างยาวนาน เครื่องยนต์นี้ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ต้องการที่สุด ทั้งในด้านอัตราเร่งที่น่าทึ่ง การตอบสนองของคันเร่งที่เฉียบคม และเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ที่ปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัส
การผสมผสานเทคโนโลยีเครื่องยนต์ V12 เข้ากับการออกแบบที่ทันสมัย ทำให้ 12 Cilindri สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายในการเดินทางไกล ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของรถ Gran Turismo อย่างแท้จริง
การผสานความสปอร์ตและความหรูหรา: เอกลักษณ์ที่เหนือกว่า
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Ferrari 12 Cilindri โดดเด่นอย่างแท้จริง คือความสามารถในการผสานสองขั้วที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ “ความสปอร์ต” และ “ความหรูหรา” ให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างลงตัว เส้นสายอันเฉียบคมและความปราดเปรียวสะท้อนถึง DNA แห่งรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ในขณะที่รายละเอียดอันประณีต การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่หรูหรา ล้วนบ่งบอกถึงความเป็นรถ Gran Turismo ที่พร้อมจะพาคุณออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างสง่างาม
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย: ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์
นอกเหนือจากการออกแบบที่สวยงามและเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว 12 Cilindri ยังเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ระบบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟที่กล่าวไปข้างต้น ทำงานร่วมกับระบบควบคุมต่างๆ อย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างแรงกดที่เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่แต่ละแบบ ทำให้รถมีความเสถียรและควบคุมได้ง่ายขึ้น แม้ในความเร็วสูง
ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ทันสมัย ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และระบบความปลอดภัยต่างๆ ถูกผสานเข้ากับรถอย่างกลมกลืน เพื่อมอบความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ โดยไม่บดบังแก่นแท้ของความเป็น Ferrari ที่เน้นการขับขี่เป็นหลัก
Ferrari 12 Cilindri: มากกว่ารถยนต์ คือมรดกแห่งอนาคต
การได้รับรางวัล Car Design Award ในปี 2025 ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จของ Ferrari ในการสืบทอดและพัฒนามรดกอันทรงคุณค่าของตนเอง Ferrari 12 Cilindri คือบทพิสูจน์ว่า การออกแบบที่ยอดเยี่ยมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังรวมถึงการผสมผสานเทคโนโลยี สมรรถนะ และจิตวิญญาณของแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
นี่คือรถยนต์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบและวิศวกรยานยนต์รุ่นต่อไป และจะเป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Ferrari ที่สามารถเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในตำนานแห่ง Ferrari และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร การก้าวเข้าสู่โลกของ Ferrari 12 Cilindri คือการเดินทางสู่จุดสูงสุดของสุนทรียภาพแห่งยานยนต์ที่คุณไม่ควรพลาด อย่าพลาดโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้!

