เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงการปราศรัยของพรรคประชาชน(ปชน.)เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ที่มีพูดถึงหน้าที่ของทหาร ซึ่งอาจจะยังถูกมองว่าการด้อยค่า ว่า ประชาชนเข้าใจดีแต่จะวิพากษ์วิจารณ์ความคิดแนวทางของแต่ละพรรคไม่ได้ เพราะแต่ละพรรคก็มีแนวทาง ซึ่งต้องให้เกียรติกัน
ส่วนการที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคปชน.ปราศรัยเมื่อวานนี้กังวลว่ากระแสส้มจะนำขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ดูการปราศรัยที่หนองคายบ้างเมื่อวานคนก็เยอะ
เมื่อถามต่อว่า แต่พรรคปชน.ยังมั่นใจว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ นายอนุทิน ระบุว่า ‘ทุกคนก็ต้องมีมั่นใจจะมีใครขึ้นเวทีไป และบอกว่าให้เลือกผมผมจะไปเป็นฝ่ายค้าน’
เมื่อถามต่อว่า หลังจากการลงพื้นที่มองกระแสของพรรคภท.อย่างไรบ้าง นายอนุทิน ตอบว่าดี เพราะไปที่ไหนคุณก็บอกว่าขอให้ประสบความ 37
ส่วนจะมีนโยบายเรียกคะแนนช่วงสุดท้ายเหมือนพรรคเพื่อไทย(พท.)หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายดีแล้ว เหมาะสมปฏิบัติได้ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ทำให้ประเทศเสียหาย กระตุ้นเศรษฐกิจ ความสุขของประชาชน พร้อมย้ำว่า ไม่มีนโยบายล่อเป้า ทำเสียคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย
วงการยานยนต์ปี 2025: ซูเปอร์คาร์รุ่ง รถยนต์ทั่วไปและ EV ร่วง หนทางสู่ปี 2026 ที่ร้อนแรงยิ่งกว่า
ปี 2025 กลายเป็นปีแห่งปรากฏการณ์ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หากย้อนกลับไปไม่กี่ปี ผู้คนอาจตั้งคำถามถึงความอิ่มตัวของตลาดซูเปอร์คาร์ แต่ความเป็นจริงในปี 2025 ได้พิสูจน์แล้วว่า สมมติฐานดังกล่าวผิดอย่างสิ้นเชิง เราได้เห็นแบรนด์รถหรูระดับตำนานอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, และ Koenigsegg ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด กวาดยอดจองจนเต็มยาวข้ามปี ท่ามกลางตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ทั่วไปที่เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากการแข่งขันที่ดุเดือดของค่ายรถยนต์จากประเทศจีน
ปีแห่งความรุ่งโรจน์ของ “ซูเปอร์คาร์” และตลาดรถหรูที่เติบโตสวนกระแส
ปี 2025 ถือเป็น “ปีทอง” ของซูเปอร์คาร์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari, หรือ Lamborghini ต่างก็สามารถรักษาฐานลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดยอดได้อย่างเหนียวแน่น ตรงกันข้ามกับค่ายรถยนต์ดั้งเดิมที่กำลัง “เมาหมัด” จากปัจจัยรอบด้าน ทั้งกำแพงภาษีที่เข้มข้นขึ้น, ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์, และการรุกคืบอย่างรวดเร็วของแบรนด์รถยนต์จีนที่มีคุณภาพและราคาที่น่าดึงดูด
ตลาดรถยนต์หรู (Luxury Segment) ในปี 2025 พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตที่โดดเด่นและสวนทางกับภาพรวมตลาด ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในกลุ่มนี้ในสหรัฐอเมริกา พุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสามารถเฉียดระดับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อและความต้องการรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์กระปุก” ที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่กลุ่มลูกค้าผู้มีกำลังซื้อสูง ที่โหยหาการขับขี่แบบดั้งเดิม สัมผัสที่ดิบและเชื่อมโยงกับตัวรถอย่างแท้จริง ประกอบกับกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ลูกค้าต้องการรถยนต์ที่ไม่เพียงแค่พาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนตัวตนและรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ในขณะเดียวกัน แม้ภาพรวมยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็ไม่สามารถรักษาอัตราเร่งที่เคยทำไว้ได้อีกต่อไป ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแบรนด์ เช่น Audi, Ford, GM, และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของ “รถ EV จีน” ที่เข้ามานำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบเช่นกัน คือการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อน และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัว
ปีแห่งมรสุมสำหรับ Tesla และ Porsche: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
ปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ยากลำบากสำหรับ Tesla แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่เคยสร้างปรากฏการณ์ทั่วโลก บริษัทเผชิญกับปัญหาทั้งในด้านยอดขายและกำไรที่ลดลงในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาก็หดหายไปอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น Tesla ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูของรถยนต์ที่ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นที่ลูกค้าบางส่วนต้องติดสติกเกอร์บนท้ายรถยนต์ของตนเองเพื่อสื่อสารว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกระหว่างแบรนด์และผู้นำ
ด้าน Porsche แบรนด์รถสปอร์ตหรูสัญชาติเยอรมัน ก็ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในปี 2025 สาเหตุหลักมาจากการประสบปัญหาทางการเงิน และความไม่เปรี้ยงปร้างของรถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ซึ่งไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด และได้ดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
สถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทต้องปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้งติดต่อกัน หุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีมูลค่าการขาดทุนสูงถึง 3.1 พันล้านยูโร
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าประจำของ Porsche เริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลจำนวนมากเกินไปภายในห้องโดยสาร จนทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ารถยนต์ขาด “จิตวิญญาณ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Porsche ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters จะเข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ในวันที่ 1 มกราคม 2566 เพื่อนำพาแบรนด์ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์ที่เหนือชั้นและความสำเร็จที่ยั่งยืน
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในปี 2025 บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ในระดับสูงได้อย่างน่าประทับใจ และมียอดจองรถยนต์เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ซึ่งทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างเห็นได้ชัด
กุญแจสำคัญของความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของ Ferrari โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถ EV ลงเหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์ และมูลค่าของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความภักดีต่อแบรนด์และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าบัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและจะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1 และการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองยักษ์ใหญ่คือ Audi และ Cadillac ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญเพื่อพลิกฟื้นภาพลักษณ์และดึงดูดฐานลูกค้าใหม่
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 คือก้าวสำคัญของ Cadillac ในการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยค่อนคน” ออกไป แบรนด์เลือกใช้กลยุทธ์ดึงดูดแฟนความเร็วด้วยการดึงนักแข่งระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาร่วมทีม โดยหวังใช้กระแสความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของ Cadillac ให้เทียบชั้นกับแบรนด์รถหรูชั้นนำอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเทคโอเวอร์ทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความคึกคักให้กับแบรนด์ที่ค่อนข้างเงียบเหงาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน Formula 1
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่ได้จัดแสดงไปแล้วในงาน Milan Design Week โดยรถคันนี้จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ในยุคใหม่ ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของตำนานแบรนด์อย่าง Audi TT และ R8 เพื่อสร้างสรรค์รถยนต์ที่ผสมผสานความคลาสสิกและความล้ำยุคได้อย่างลงตัว
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน ตลาดที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และเอกลักษณ์ จะยังคงเป็นเวทีที่แบรนด์ต่างๆ จะต้องช่วงชิงความเป็นหนึ่ง
คุณคือส่วนหนึ่งของอนาคตแห่งวงการยานยนต์!
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ คุณมีความเห็นอย่างไรกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2025 และปี 2026? คุณสนใจรถยนต์ประเภทไหนมากที่สุด? ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและประสบการณ์ของคุณกับเราได้เลย!

