เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งทั่วไป แต่คือการปะทะกันของ 3 ขั้วอำนาจที่แหลมคม ทั้ง “เจ้าถิ่นเดิม” พรรคประชาชาติที่ครองใจคนมุสลิมมาอย่างยาวนาน, “บารมีตัวบุคคลและทุน” จากพรรคขั้วรัฐบาล และ “กระแสโหยหาความเปลี่ยนแปลง” ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่
สมรภูมิยะลา แบ่งเป็น 3 เขตเลือกตั้ง ปี 2566 ประชาชาติชนะยกจังหวัด 3 เขต ด้วยกระแสพรรค และบารมีของ “อาจารย์วันนอร์” วันมูหะมัดนอร์ มะทา
แต่เลือกตั้งหนนี้กำลังกลายเป็นความท้าทาย
เขต 1 อําเภอเมืองยะลา (ยกเว้นตําบลบุดี ตําบลเปาะเส้ง และตําบลบันนังสาเรง) และอําเภอยะหา (เฉพาะตําบลยะหา ตําบลตาชี และตําบลบาโงยซิแน)
ถือเป็นสมรภูมิที่พยากรณ์ผลได้ยากที่สุด เนื่องจากความหลากหลายทางความคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นายสุไลมาน บือแนปีแน จากพรรคประชาชาติ ตัวเต็งที่แบกรับศักดิ์ศรีของพรรค เพราะเป็น สส.เก่า ได้เปรียบจากฐานเสียงจัดตั้งของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ในพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิมเคร่งครัด จุดเด่นคือความอ่อนน้อมและเข้าถึงคนทุกกลุ่ม รวมถึงชาวไทยพุทธในเมืองที่มองว่าเขาสามารถประสานรอยร้าว เชื่อมความห่างเหิน และเข้าถึงง่าย
คู่แข่งสำคัญ คือ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ อดีต สส.พลังประชารัฐ ที่ขยับมาซบพรรคกล้าธรรม ถูกมองว่าเป็นพรรคสายตรงที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรการเลือกตั้งสูงมาก จุดแข็งของอาดิลันคือภาพลักษณ์ “ทนายมุสลิม” ที่ต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับคนพื้นที่ จึงยังคงมีฐานเสียงแฟนคลับทนาย ผสมผสานกับความขยันเก็บแต้มจากชาวบ้าน
เขต 1 ยังมีตัวสอดแทรกอีกคน คือ นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ จากภูมิใจไทย น้องชายของ สส.เก่า หมอประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ที่พยายามดึงคะแนนจากกลุ่มไทยพุทธและนักธุรกิจในเขตเมือง หากคะแนนเสียงในกลุ่มนี้ไม่แตกกระจายเกินไป ผู้สมัครจากค่ายน้ำเงินมีโอกาสเบียดขึ้นมาเป็น “ตาอยู่” ได้ทันที
เขต 2 อําเภอเมืองยะลา (เฉพาะตําบลบุดี ตําบลเปาะเส้ง และตําบลบันนังสาเรง) อําเภอยะหา (ยกเว้นตําบลยะหา ตําบลตาชี และตําบลบาโงยซิแน) อําเภอรามัน และอําเภอกาบัง
เขตนี้เปรียบเสมือนป้อมปราการเหล็กของพรรคประชาชาติ เพราะเป็นพื้นที่อิทธิพลโดยตรงของตระกูล “มะทา” นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะแชมป์เก่า และเป็นน้องชายแท้ๆ ของอาจารย์วันนอร์ ในเชิงรัฐศาสตร์ “ซูการ์โน” คือผู้เล่นรุ่นใหม่ แต่มากด้วยอิทธิพล มีโครงสร้างหัวคะแนนและฐานเสียงจัดตั้งที่เหนียวแน่นที่สุด การจะล้มเขาได้ในบ้านตัวเองถือเป็นงานหินมาก
ผู้ท้าชิงคือ นายสุกรี มะเต๊ะ จากภูมิใจไทย เป็นสายคนทำงาน ชูสโลแกน “พูดแล้วทำ” พยายามเจาะช่องว่างเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและงบประมาณจากส่วนกลาง เพื่อชี้ให้เห็นว่า “การเมืองแบบเดิม” อาจไม่ตอบโจทย์ความมั่งคั่งในปัจจุบัน
ส่วน ว่าที่ ร.ต. อับดุลฮาฟิซ หิเล สวมเสื้อพรรคกล้าธรรม เป็นครูนักกิจกรรมที่มีลูกศิษย์ทั่วจังหวัด อาจดึง “คะแนนบริสุทธิ์” จากกลุ่มคนรุ่นใหม่และเครือข่ายการศึกษาไปจากประชาชาติได้ไม่น้อย แต่การเลือกสวมเสื้อสีเขียว อาจทำให้คนอยากกาให้หลายคนคิดหนัก
เขต 3 อําเภอกรงปินัง อําเภอบันนังสตา อําเภอธารโต และอําเภอเบตง
มีความซับซ้อนด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลและการเป็นเมืองเศรษฐกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะเบตง นายอับดุลอายี สาแม็ง จากพรรคประชาชาติ เจ้าของพื้นที่เดิมยังคงเน้นการลงพื้นที่แบบ “ถึงลูกถึงคน” แม้ในป่าเขาและพื้นที่ความมั่นคง ความเรียบง่าย และจริงจังของเขา โดยเฉพาะการลงพื้นที่รับฟังปัญหาช้างป่า คือเกราะคุ้มกันชั้นดีที่น่าจะทำให้เขาได้เข้าสภาอีกรอบ
คู่แข่งในสมรภูมิอำเภอใต้สุดสยาม คือ นายกามิน มุชิ จากภูมิใจไทย เดินเกมผ่านเครือข่ายผู้นำท้องถิ่นและพยายามขายฝันเรื่องการอัดฉีดงบประมาณการท่องเที่ยวให้เบตงเป็นพิเศษ ซึ่งโดนใจกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่
การเลือกตั้งยะลาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาชาติ แม้จะเป็นเต็งหนึ่งจากบารมีสะสม แต่กำลังเผชิญกับ “ศึกหลายด้าน” ที่สำคัญคือศึกด้านทรัพยากร
เพราะพรรคขั้วอำนาจรัฐอย่าง ภูมิใจไทย และ กล้าธรรม ใช้ทั้งกลไกอำนาจรัฐและทุนเข้าเจาะฐานที่มั่นแบบปูพรม เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง
หากพรรคประชาชาติยังรักษาเอกภาพและชูภาพลักษณ์ “พรรคของคนท้องถิ่น” ได้เหนียวแน่นพอ ก็น่าจะยังรักษาที่นั่งส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่หากกระแส “เบื่อคนเดิม” และ “พลังกระสุน” ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ยะลาครั้งนี้อาจเป็นการปิดฉากยุคสมัยของบารมีตระกูลการเมืองเก่าแก่ และก้าวสู่ยุคการเมืองเชิงพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยทุนและการพัฒนา
อุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2025: ซูเปอร์คาร์เฟื่องฟู ตลาด EV ชะลอตัว ยุคใหม่แห่งการแข่งขัน Formula 1 กำลังจะเริ่มต้น
ปี 2025 เป็นปีที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตที่ซับซ้อนของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างชัดเจน ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยหลากหลาย ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์รถยนต์จีน การปรับเปลี่ยนนโยบายอุดหนุนจากภาครัฐ และความท้าทายทางการเมืองที่ส่งผลต่อการยอมรับในวงกว้าง แต่ในทางกลับกัน ตลาดซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรูระดับ Ultra-luxury กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมและความต้องการที่แตกต่างกันของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ปีแห่งซูเปอร์คาร์: เมื่อความหรูหราและสมรรถนะคือหัวใจหลัก
ลืมแนวคิดที่ว่าตลาดซูเปอร์คาร์ถึงจุดอิ่มตัวไปได้เลย เพราะปี 2025 คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ความปรารถนาในรถยนต์สมรรถนะสูงที่เหนือชั้นยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ไม่เพียงแต่รักษาสถานะของตนเองไว้ได้ แต่ยังก้าวข้ามความคาดหมายด้วยยอดจองที่ล้นทะลัก ทำให้ลูกค้าต้องรอคอยการเป็นเจ้าของรถในฝันไปอีกนานหลายปี
ความสำเร็จของกลุ่มนี้มีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ประการแรก คือการที่พวกเขาพึ่งพิงตลาดจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่าผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในภูมิภาคดังกล่าวในระดับที่น้อยกว่า ประการที่สอง คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการ “ชะลอ” การเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบของบางแบรนด์ เช่น Ferrari ที่ปรับเป้าหมายยอดขายรถ EV เป็นเพียง 20% ภายในปี 2030 การรักษาสถานะของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์และมูลค่ารถยนต์มือสองให้คงที่ ต่างจากแบรนด์ที่เร่งรีบพัฒนารถ EV จนส่งผลต่อราคาขายต่อ
นอกจากนี้ ตลาดรถยนต์หรู (Luxury Car Market) ในภาพรวมได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉลี่ยสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่สะท้อนความเป็นตัวตนและรสนิยมเฉพาะตัวของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน
วิกฤตการณ์ในตลาด EV: การแข่งขันที่ดุเดือดและการปรับตัวของแบรนด์ดั้งเดิม
ในทางตรงกันข้าม ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก แม้จะยังคงมีการเติบโต แต่ทิศทางกลับชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ปัจจัยหลักที่ทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ มาจากการแข่งขันที่รุนแรงและดุเดือดจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีล้ำสมัย และที่สำคัญคือราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมรายใหญ่ของโลกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Audi, Ford, General Motors (GM) และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันนี้อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ ซึ่งเคยเป็นแรงจูงใจสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถ EV ของผู้บริโภค นอกจากนี้ ประเด็นทางการเมืองและความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับอายุการใช้งานแบตเตอรี่และต้นทุนการซ่อมบำรุงที่อาจสูงในระยะยาว ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและเป็นประเด็นถกเถียงในหลายครอบครัว
Tesla และ Porsche: ปีแห่งความท้าทายครั้งใหญ่
สำหรับ Tesla ปี 2025 ถือเป็นปีที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ยอดขายและกำไรทั่วโลกเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเผชิญกับประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูของรถยนต์บางรุ่นที่มีรายงานว่าขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค
ที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือกระแสต่อต้านซีอีโอ Elon Musk ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ บางครั้งถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ที่รถเพื่อแสดงออกถึงการตัดสินใจซื้อที่มาก่อนที่จะรับรู้ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัว Elon Musk แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์ในยุคดิจิทัล
ส่วน Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดในปีนี้ ปัญหาหลักมาจากสถานการณ์ทางการเงินที่เริ่มสั่นคลอน ประกอบกับความไม่เปรี้ยงปร้างของรถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Taycan และ Macan แม้จะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลกับการตลาด โดยการดึงตัวนักแสดงฮอลลีวูดระดับแถวหน้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทต้องปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การรายงานผลขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร บ่งชี้ถึงปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่ปรากฏภายนอก
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อกลุ่มลูกค้าประจำที่ภักดีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน เริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการที่ Porsche พยายามยัดเยียดระบบดิจิทัลในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกว่าสูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความพยายามในการปรับเปลี่ยนทิศทางและกลยุทธ์ของแบรนด์
Ferrari: ม้าลำพองยังคงผงาดเหนือคู่แข่ง
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังประสบปัญหา Ferrari กลับฉายแสงอย่างโดดเด่นในตลาดปี 2025 บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง มียอดจองรถยนต์ที่ยาวเหยียดจนเต็มไปถึงปี 2027 ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปแบบขาดลอย
กุญแจสู่ความสำเร็จของ Ferrari มาจากหลายปัจจัย ประการแรก คือการพึ่งพิงตลาดจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจของจีนมากนัก ประการที่สอง คือกลยุทธ์การ “ชะลอ” การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่กล่าวไปข้างต้น ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์และราคารถยนต์มือสอง ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความภักดีในแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ และการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ อย่าง “Amalfi” ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ยิ่งตอกย้ำว่าบัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: สนาม Formula 1 ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรม
เมื่อมองไปข้างหน้า สู่ปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์จะจับจ้องไปยังการแข่งขันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1 ซึ่งเป็นเวทีที่แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้เพื่อพลิกฟื้นภาพลักษณ์ สร้างกระแส และดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวเข้ามาของ Audi และ Cadillac
Cadillac ประกาศการเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลบล้างภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยผู้ใหญ่” หรือ “รถสำหรับผู้มีอายุ” การเลือกนักแข่งที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Cadillac ต้องการใช้กระแสความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
ในขณะที่ Audi เตรียมแผนการที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่า โดยมีแนวโน้มที่จะเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตยาวนานกว่าศตวรรษ และคาดการณ์ว่าจะมีศักยภาพในการทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำยุคที่ได้เปิดตัวไปในงาน Milan Design Week ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ในยุคต่อไป โดยผสมผสานความทันสมัย เข้ากับกลิ่นอายของตำนานรถสปอร์ตของแบรนด์อย่าง Audi TT และ R8 ได้อย่างลงตัว
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นและกลยุทธ์ที่หลากหลายเหล่านี้ แนวโน้มของรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์และซูเปอร์คาร์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด ความหรูหราที่ไร้กาลเวลา และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า การก้าวสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2026 ย่อมเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เตรียมพร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับที่จะกำหนดนิยามใหม่ของคำว่า “สุดยอด” ไปกับเรา

