วันที่ 23 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.50 น.ของวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.แสมดำ สนธิกำลังร่วมกับ ตชด. 145, ตำรวจ สภ.สามร้อยยอด และฝ่ายปกครองอำเภอสามร้อยยอด
เข้าทำการจับกุมตัว นายจอมินไน อายุ 37 ปี สัญชาติเมียนมา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หลังก่อเหตุใช้ไขควงแทงและบีบคออดีตภรรยาจนเสียชีวิตภายในห้องเช่า ย่านสะแกงาม ก่อนหลบหนีมากบดานในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 ม.ค.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.แสมดำ รับแจ้งเหตุพบศพ น.ส.โจวโจว อายุ 28 ปี แรงงานชาวเมียนมา สภาพเสียชีวิตอยู่ภายในห้องพัก ซอยสะแกงาม 14 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน
จากการตรวจสอบสภาพศพพบพบบาดแผลถูกของมีคม (ไขควงดัดแปลง) แทงเข้าที่หน้าท้องจำนวน 3 แผล และมีร่องรอยถูกบีบคออย่างรุนแรงจนขาดอากาศหายใจ
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายจอมินไน อดีตสามีที่เพิ่งเลิกรากันไป เนื่องจากฝ่ายชายมีพฤติกรรมติดการพนันอย่างหนัก ก่อนเกิดเหตุพยานเห็นนายจอมินไนเดินทางมาที่ห้องพักเพื่อขอคืนดีแต่ไม่สำเร็จ จนเกิดมีปากเสียงอย่างรุนแรง ก่อนที่นายจอมินไนจะลงมือสังหารอดีตภรรยา และชิงโทรศัพท์มือถือของผู้ตายหลบหนีไป
ภายหลังเกิดเหตุ ชุดสืบสวน สน.แสมดำ และ กก.สส.บก.น.9 ได้ระดมกำลังติดตามตัวคนร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคนิคการสืบสวนทางเทคโนโลยี พบว่าล่าสุดปรากฏอยู่ในพื้นที่บ้านลาดวิถี ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์
เมื่อยืนยันที่หมายแน่ชัด จึงมีการประสานงานด่วนมายัง นายอำเภอสามร้อยยอด และ ผกก.สภ.สามร้อยยอด เพื่อสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งตำรวจ ตชด. 145 และฝ่ายปกครอง (อส., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน) ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น
เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเพียงไม่นานในการกระจายกำลังสแกนพื้นที่เป้าหมาย จนกระทั่งพบตัวนายจอมินไนขณะกำลังหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณซอยหนองบัว ม.5 ต.ศิลาลอย จึงเข้าชาร์จตัวจับกุมไว้ได้โดยละม่อม พร้อมหลักฐานของกลางบางส่วน
เบื้องต้น นายจอมินไน ยอมรับว่า เป็นบุคคลตามหมายจับและเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สน.แสมดำ ดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ต่อไป
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่สามารถทำงานสอดประสานกันจนปิดคดีอุกฉกรรจ์ได้ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
ภาพรวมวงการยานยนต์ปี 2025: ยุคทองของ Supercar กับความท้าทายของตลาด EV
ในปี 2025 อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายแบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในขณะที่บางแบรนด์กลับต้องเผชิญกับความยากลำบาก นี่คือบทสรุปภาพรวมของปี 2025 และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปี 2026
Supercar ครองตลาด: ความหรูหราและความพิเศษที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
ปี 2025 ถือเป็นปีทองของ Supercar แบรนด์หรูอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Lamborghini ได้กวาดยอดจองจนยาวข้ามปี ลูกค้ากระเป๋าหนักยังคงให้ความสำคัญกับสมรรถนะสูงสุด ประสบการณ์การขับขี่ที่ดิบเถื่อน และความพิเศษที่สะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน
ความต้องการรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ยังคงไม่หยุดนิ่ง แม้ว่าแบรนด์รถยนต์ดั้งเดิมหลายรายจะประสบปัญหาจากปัจจัยภายนอก เช่น กำแพงภาษี, ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัว, และการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายรถยนต์สัญชาติจีน แต่แบรนด์ Supercar กลับสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
ข้อมูลจากปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์ Luxury ในสหรัฐอเมริกา มียอดขายเฉลี่ยต่อคันสูงถึงระดับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือ “เกียร์กระปุก” หรือเกียร์ธรรมดา กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่ลูกค้ากลุ่มนี้ ที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม อีกทั้งกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization (รถยนต์สั่งพิเศษ) เพื่อสะท้อนบุคลิกและความเป็นตัวตนของเจ้าของ ก็กำลังเติบโตอย่างชัดเจน
EV ชะลอตัว: ความท้าทายจากคู่แข่งจีนและปัจจัยอื่นๆ
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงเติบโต แต่ก็มีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น Audi, Ford, GM, และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของ “รถ EV สัญชาติจีน” ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า
ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อตลาด EV ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ซึ่งทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบสำหรับหลายครอบครัว
Porsche และ Tesla: ปีแห่งมรสุมและบทเรียนราคาแพง
สำหรับ Porsche ในปี 2025 ถือเป็นปีที่ยากลำบากอย่างแท้จริง สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงิน และความผิดหวังจากยอดขายรถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้จะทุ่มงบประมาณการตลาดมหาศาลด้วยการจ้างดาราฮอลลีวูดระดับแถวหน้ามาเป็นพรีเซนเตอร์
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากการปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าประจำบางส่วนเริ่มแสดงความไม่พอใจกับราคาที่สูงเกินจริง และการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” ของความเป็น Porsche ไป
สถานการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026
ด้าน Tesla เองก็เผชิญกับปีที่ท้าทายเช่นกัน ทั้งยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหาย และยังต้องรับมือกับคดีความเกี่ยวกับระบบประตูรถยนต์ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้าน Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ที่รุนแรงขึ้น ถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ท้ายรถว่า “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” เพื่อแสดงออกถึงความรู้สึก
Ferrari: ความสำเร็จที่เหนือกว่าใคร
ในขณะที่คู่แข่งหลายแบรนด์กำลังประสบปัญหา Ferrari กลับโดดเด่นอย่างมาก โดยสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล มียอดจองรถยนต์เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Ferrari ประสบความสำเร็จ คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% จึงไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (ปรับเป้าหมายยอดขาย EV เพียง 20% ภายในปี 2030) ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคาขายต่อของรถยนต์มือสอง ไม่ให้ตกต่ำเหมือนกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ และรุ่นใหม่ อย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามอง ซึ่งบ่งชี้ว่าบัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งต่อไปในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สนาม Formula 1 ของ Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของทั้งสองแบรนด์
Cadillac: การเข้าร่วม Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้ใหญ่” ออกไป ด้วยการเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เพื่อดึงดูดความสนใจ หวังใช้ประโยชน์จากความนิยมของ F1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับ BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่เงียบเหงาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์การแข่งขันรถยนต์ที่ยาวนานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้น การเปิดตัวรถต้นแบบ “Concept C” ที่งาน Milan Design Week ซึ่งเป็นดีไซน์แห่งอนาคต ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของรุ่น iconic อย่าง Audi TT และ R8 ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของแบรนด์
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
ค้นพบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรมแห่งปี 2025 และเตรียมพร้อมสำหรับปรากฏการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าใคร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งสำคัญในโลกยานยนต์ได้แล้ววันนี้

