ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่งานนี้ทั้งแฟนคลับ ทั้งเพื่อน ๆ ร่วมวงการบันเทิงและนอกวงการ ต่างเข้าไปคอมเมนต์ให้กำลังใจบนเฟซบุ๊กของ ปู กนกวรรณ ภรรยาของ เด๋อ ดอกสะเดา อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เธอได้ออกมาโพสต์ข้อความ
ล่าสุด (22 ม.ค.) ปู ได้ออกมาโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Kanokwan Buranondโดยโพสต์ภาพตัวเอง พร้อมกับระบุแคปชั่นว่า “….หากไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น จะไม่รู้เลยว่ามีคนรักเราขนาดนี้ ขอบคุณทุกคนที่ได้พูดคุย ช่วยดึงเราออกมา ตอนนี้พร้อมยอมรับความจริง ถือว่าหมดบุญกันแค่นี้ … วันนี้ปูไปขอวีซ่า อยากไปหาลูกแล้ว ลูกคือโลกใบเดียวของปูค่ะ”
และหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทั้งเพื่อน ๆ ร่วมวงการบันเทิงและนอกวงการ ต่างเข้าไปคอมเมนต์ให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น อาทิบางเรื่อง เราแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องยอมรับมันนะคะ ขอให้คุณปูมีจิตใจที่เข้มแข็งค่ะ ชีวิตก็เป็นแบบนี้นี่เอง ไม่สามารถออกแแบได้ รักคุณปูและครอบครัวทุกคนค่ะ , Take care นะพี่ปู ว่าง ๆ มาเมาท์มอยกันนะ , รักเจ๊ค่ะ พวกเราอยู่ข้างข้างเจ๊เสมอ , ส่งกำลังใจให้พี่ปูนะคะ
และในเวลาต่อมา ปู ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้น ๆ อีกครั้งว่า “ถ้าจะไป ขอไปพี่อ้อย พี่ฉอดนะคะ”
รุ่งหรือร่วง? เจาะลึกตลาดรถยนต์ปี 2568 และมองไปข้างหน้าสู่ปี 2569
ปี 2568 เป็นปีทองของเหล่าซูเปอร์คาร์แบรนด์ระดับโลกอย่าง Ferrari, Bugatti และ Pagani ที่กวาดยอดจองยาวข้ามปี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่มีวันอิ่มตัวในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะขั้นสุด ในทางกลับกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ทั่วไปกลับเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลมาจากการแข่งขันที่ดุเดือดและรุนแรงจากแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน
ในขณะที่แบรนด์ยานยนต์ชั้นนำอย่าง Porsche และ Tesla กำลังประสบกับปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง Porsche เผชิญกับปัญหาทางการเงินที่ส่งผลกระทบต่อสถานะของบริษัทในตลาดหุ้นเยอรมนี จนถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลัก ในขณะที่ Tesla ต้องสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเผชิญกับกระแสต่อต้านและความไม่พอใจในตัวประธานเจ้าหน้าที่บริหารอย่าง Elon Musk
เมื่อมองไปยังปี 2569 การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์คาดว่าจะเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่าง Formula 1 เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมวงอย่างเป็นทางการ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ในการใช้กีฬามอเตอร์สปอร์ตเพื่อพลิกฟื้นภาพลักษณ์แบรนด์ สร้างความตื่นเต้น และดึงดูดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
ตลาดรถยนต์หรู (Luxury Automotive Market) ปี 2568: การเติบโตที่สวนทางกับกระแส
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2562 หลายคนอาจเคยตั้งคำถามถึงจุดอิ่มตัวของตลาด “ซูเปอร์คาร์” หรือรถยนต์สมรรถนะสูง แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2568 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าสมมติฐานดังกล่าวได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง
ปี 2568 สมควรได้รับการจารึกว่าเป็น “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ดูเหมือนว่าจะไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari หรือ Lamborghini ในขณะที่ค่ายรถยนต์แบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากการแข่งขันที่รุนแรง ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน แต่กลับกลายเป็นว่าแบรนด์รถยนต์หรูเหล่านี้กลับสามารถกอบโกยกำไรมหาศาล พร้อมกับยอดสั่งจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปี
ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูในปี 2568 ถือว่ามีการเติบโตที่โดดเด่นอย่างมาก ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์กระปุก” (Manual Transmission) ได้กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากลุ่มกระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ เทรนด์การสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือรถยนต์ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะตัวของเจ้าของ ก็กำลังเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงความต้องการที่จะแสดงออกถึงเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนผ่านยานพาหนะที่พวกเขาเลือก
ในทางกลับกัน แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโต แต่ทิศทางกลับดูแผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในอดีต ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแบรนด์ เช่น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจาก “รถยนต์ EV จากประเทศจีน” ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ รวมถึงประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนในหลายประเทศ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและสร้างความลังเลใจให้กับผู้บริโภคในหลากหลายครอบครัว
ปี 2568: มรสุมลูกใหญ่ของ Tesla และ Porsche
สำหรับปี 2568 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความยากลำบากรอบด้าน ทั้งในแง่ของยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก รวมถึงการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Tesla ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูของรถยนต์ที่ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้านประธานเจ้าหน้าที่บริหารอย่าง Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายถึงขั้นติดสติกเกอร์บนท้ายรถยนต์ของตนเองเพื่อแก้ต่างหรือแสดงความรู้สึก เช่น “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ที่อาจเกิดจากประเด็นส่วนบุคคลของผู้บริหารระดับสูง
ในขณะที่ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินที่หมักหมม และการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้ว่าจะทุ่มงบประมาณการตลาดมหาศาล รวมถึงการจ้างดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของประเทศเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการลงถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีมูลค่าขาดทุนถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งทวีความเลวร้ายลงไปอีก เมื่อลูกค้าประจำของแบรนด์เริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการใส่ระบบดิจิทัลจำนวนมากเข้ามาในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกว่าขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ Porsche โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
ในขณะที่คู่แข่งหลายแบรนด์กำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในปี 2568 บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ที่สูงอย่างมหาศาลได้อย่างต่อเนื่อง และมียอดสั่งจองรถยนต์ที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2570 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันอย่าง Aston Martin ไปแบบไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ของยอดขายรวม ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยการปรับลดเป้าหมายการขายรถยนต์ไฟฟ้าลงเหลือเพียง 20% ภายในปี 2573 ยังช่วยรักษา “มูลค่าแบรนด์” และราคาขายต่อของรถยนต์มือสองของ Ferrari ไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ แสดงถึงความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง รุ่นใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดอย่าง “Amalfi” ก็เป็นที่จับตามองอย่างมาก ยิ่งตอกย้ำว่าบัลลังก์ของม้าลำพอง (Cavallino Rampante) ยังคงแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มที่จะรักษาความโดดเด่นในระยะยาวต่อไป
การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในปี 2569: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2569 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปยังการปรากฏตัวของสองยักษ์ใหญ่แห่งอเมริกาอย่าง Audi และ Cadillac ที่จะเข้าสู่สังเวียนการแข่งขัน Formula 1 อย่างเป็นทางการในปี 2569
Cadillac: การเข้าร่วม Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญและท้าทายในการที่จะลบภาพลักษณ์เดิมๆ ของแบรนด์ที่มักถูกมองว่าเป็น “รถสำหรับผู้ใหญ่” หรือ “รถสำหรับวัยค่อนคน” การเลือกนักแข่งที่มีชื่อเสียงและฐานแฟนคลับจำนวนมากอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ย่อมเป็นการสร้างกระแสและความตื่นเต้นให้กับแบรนด์ โดย Cadillac หวังที่จะใช้ประโยชน์จากความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลกอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: มีแผนที่จะเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตย้อนกลับไปกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน Formula 1
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำยุค ที่ได้สร้างความฮือฮาจากการเปิดตัวในงาน Milan Design Week ซึ่งรถต้นแบบคันนี้จะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยจะผสมผสานความทันสมัย เทคโนโลยีล้ำยุค เข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์จึงดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและน่าจับตามองอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะขั้นสุด หรือกำลังมองหารถยนต์ที่เป็นตัวแทนของสไตล์และความสำเร็จ อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมในปี 2569 และคว้าโอกาสในการเป็นเจ้าของสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์แห่งยุค!

