เพจ ส่องเขมร โพสต์คลิปพระกัมพูชา พาดูพื้นที่ฐานทหารกัมพูชา บริเวณด้านล่างปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์
โดยในคลิปพระรูปดังกล่าว ระบุว่า วันนี้วันที่ 20 เดือนมกราคม ปี 2026 นี้คือ ศพวีรบุรุษกองทัพเรา ญาติโยมเห็นไหมเนี่ย กระดูก… กระดูกแข้ง แล้วก็กระดูกเข่า กระดูกข้อศอกนะญาติโยม แล้วก็กลิ่นเหม็นมากจนแทบจะทนไม่ได้เลยญาติโยม
นี่คืออยู่ที่ข้างล่างตาควาย นี่คือลานจอดที่ถูกถล่มทับนะญาติโยม คือศพยังอยู่ในนั้นเลย กลิ่นเหม็นรุนแรงมาก มีทั้งกางเกง เสื้อ เป็นจุดที่เสียหายจากการทิ้งระเบิด ลึกประมาณ 5 เมตร ต้นไม้หักระเนระนาด ทั้งต้นมะพร้าวเอย ตรงที่กองทัพเคยตั้งฐานอยู่ กระจุยกระจายหมด ไม่ว่าจะเป็นรถ หรือโรงเรือนที่พัก แล้วลานจอดตรงนั้นระเบิดจากเครื่องบินทิ้งลงมาลึกตั้ง 5 เมตร
“น่าเวทนามาก น่าเวทนาจริงๆ ญาติโยม ไม่รู้ว่าท่านชื่ออะไรนะ แต่เราเห็นกระดูกท่านอยู่ที่นี่ ออกมาอยู่ข้างนอกกระจัดกระจายแบบนี้ ได้แต่ความสังเวชใจ”
ในช่วงท้าย พระรูปดังกล่าวได้กล่าวไว้อาลัยและขอให้ดวงวิญญาณของเหล่าวีรบุรุษทหารไปสู่สุขคติ
ใครรุ่ง ใครร่วง? บทสรุปอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2025 และทิศทางปี 2026
ปี 2025 เป็นปีทองของ Supercar แบรนด์หรูอย่าง Ferrari, Bugatti และ Pagani ที่กวาดยอดจองยาวข้ามปีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการที่ไม่เคยลดลงสำหรับยานยนต์สมรรถนะสูง ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ทั่วไปกำลังเผชิญกับการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงจากค่ายรถยนต์สัญชาติจีนที่บุกเข้ามาอย่างหนัก
ในทางกลับกัน แบรนด์ที่เคยแข็งแกร่งอย่าง Porsche และ Tesla กลับต้องเผชิญกับปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง Porsche ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนส่งผลให้หลุดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี ขณะที่ Tesla เสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง และยังต้องรับมือกับกระแสต่อต้านในตัว Elon Musk ซีอีโอของบริษัท
เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์จะเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในสนาม Formula 1 เมื่อ Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมวงอย่างเป็นทางการ ทั้งสองแบรนด์หวังที่จะใช้เวทีมอเตอร์สปอร์ตอันทรงเกียรตินี้ในการพลิกฟื้นภาพลักษณ์องค์กร และดึงดูดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความหลงใหลในสมรรถนะและความเร้าใจ
ตลาดรถหรู: สวนกระแส เติบโตไม่หยุด
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2019 คำถามที่ว่า “เรามาถึงจุดอิ่มตัวของซูเปอร์คาร์แล้วหรือยัง?” ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แต่เมื่อมองภาพรวมของปี 2025 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าสมมติฐานดังกล่าวได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าผิดถนัด ปี 2025 สมควรได้รับการจารึกว่าเป็น “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ความต้องการยานยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari หรือ Lamborghini ดูเหมือนจะไม่มีขีดจำกัด
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลัง “เมาหมัด” จากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีที่ซับซ้อน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มชะลอตัวลงจากที่คาดการณ์ไว้ และการรุกคืบอย่างแข็งแกร่งของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย แต่กลับกัน แบรนด์หรูเหล่านี้กลับสามารถกอบโกยผลกำไรได้อย่างมหาศาล พร้อมกับยอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าหลายรายต้องรอรับรถนานข้ามปี
ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์ Luxury หรือรถยนต์หรูในปี 2025 มีการเติบโตที่โดดเด่น ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทไทย ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ “เกียร์กระปุก” ที่เคยถูกมองว่าล้าสมัย กำลังกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม สะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงในด้านการควบคุมและการตอบสนองของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Custom Made ที่สะท้อนตัวตนและเอกลักษณ์ของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ในทางตรงกันข้าม แม้ว่ายอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโต แต่ทิศทางกลับแผ่วลงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์รายใหญ่ระดับโลกหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแข่งขันที่ดุเดือดของ “รถ EV จีน” ซึ่งมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงและสร้างความลังเลใจให้กับผู้บริโภคในหลายครอบครัว
ปีแห่งความท้าทาย: Tesla และ Porsche บนเส้นทางที่ขรุขระ
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความยากลำบากรอบด้าน ทั้งในด้านยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหายลงอย่างน่าใจหาย ซ้ำยังต้องรับมือกับคดีความที่เกิดขึ้นจากระบบประตูของรถยนต์ที่เกิดขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นอกจากนี้ Tesla ยังต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านซีอีโอ Elon Musk ที่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ ลูกค้าบางรายถึงกับต้องติดสติกเกอร์ที่ท้ายรถเพื่อแสดงความอึดอัดใจว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะรู้ว่า Elon Musk เป็นคนแบบนี้” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภาพลักษณ์ผู้นำที่มีต่อแบรนด์ในยุคปัจจุบัน
ในขณะที่ Porsche ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินที่ซับซ้อน ควบคู่ไปกับรถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ที่ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แม้ว่าจะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการตลาด และดึงดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้น ส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากการปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกในรอบหลายปี ถึง 3.1 พันล้านยูโร ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าประจำของ Porsche หลายรายเริ่มแสดงความไม่พอใจกับราคาที่สูงเกินจริง และการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในห้องโดยสารมากเกินไป จนสูญเสีย “จิตวิญญาณ” ของความเป็น Porsche ไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ Porsche ในวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: ความสำเร็จที่สร้างจากกลยุทธ์ที่แตกต่าง
ในขณะที่คู่แข่งหลายแบรนด์กำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด ด้วยการรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ในระดับที่สูงมาก พร้อมกับยอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้ มาจากการที่ Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบคอบ โดยปรับเป้าการขาย EV ให้มีสัดส่วนเพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคาของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความภักดีต่อแบรนด์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ทำให้บัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงต่อไปในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของแบรนด์ในอนาคต
Cadillac: การเข้าร่วม Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 คือก้าวสำคัญที่จะช่วยลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้ใหญ่” หรือ “รถสำหรับวัยค่อนคน” ที่หลายคนอาจเคยมีต่อแบรนด์นี้ การเลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างกระแสและความน่าสนใจ หวังใช้ความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของ Cadillac ให้ทัดเทียมกับแบรนด์หรูอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมพร้อมที่จะเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความตื่นเต้นให้กับแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมานานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะสามารถทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบที่มีดีไซน์ล้ำสมัยและน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ได้เปิดตัวไปในงาน Milan Design Week คอนเซ็ปต์คันนี้จะกลายเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยผสานรวมความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางอันน่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และนวัตกรรมที่ไร้ขีดจำกัด ถึงเวลาแล้วที่คุณจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกยานยนต์ ติดต่อเราเพื่อรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนและยกระดับธุรกิจยานยนต์ของคุณให้ก้าวไปอีกขั้น!

