‘พระปกเกล้าโพล’กางผลสำรวจ
‘เท้ง-หนู’บี้สูสี
วัยรุ่นเทให้ปชน.-สูงวัยหนุนภท.
‘ยศชนัน’อันดับ3-‘มาร์ค’ที่4
26.2%ชี้ยังไม่มีคนเหมาะสม
“พระปกเกล้าโพล”เผยผลสำรวจ 26.2% ยังไม่พบคนเหมาะสมนั่งเก้าอี้นายกฯ รองมาคือ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”18.8% ขณะที่กลุ่มวัยรุ่น หนุน หัวหน้าพรรคปชน.นั่งผู้นำ ส่วนกลุ่มคนทำงาน ช่วงอายุ 44-59 ปีและกลุ่มผู้สูงอายุ 60ปีขึ้นไป หนุน“อนุทิน”นั่งเก้าอี้นายกฯ ‘KPI Poll’ เผยคนไทย 67.1%มอง’นโยบายแจกเงินพรรคการเมือง’ไม่ค่อยมีผลต่อการลงคะแนน และพบว่า 66.4 % ไม่ค่อยเชื่อมั่น
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ “เลือกตั้ง69 ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ในสายตาของประชาชน” ตามที่นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการ เพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความเป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์ โดยสำรวจ ระหว่างวันที่ 8-11ม.ค.2569 จากประชาชนอายุ 18ปีขึ้นไปตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000ตัวอย่าง
มีบทสรุปสำคัญดังนี้ ตัวเลือกที่ประชาชนเห็นว่า สามารถแก้ปัญหาประเทศได้จริง พบว่า ประชาชน 26.2% ระบุว่า ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม รองมาคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน 18.8% นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย 16.9% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย 10.9% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ 10.2% ส่วนเมื่อแยกตามกลุ่มอายุที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใครนั้น พบว่า กลุ่มเจนY (28-43ปี) ยังไม่ตัดสินใจสูงสุด 29.5% รองมาคือ เจนX (44-59ปี) 25.9% เจนZ (18-27ปี) 24.5% และ Baby Boomer (60 ปี ขึ้นไป) 24.5%
ขณะที่การเลือกผู้นำตามช่วงอายุพบว่า เจนZ (18-27ปี) เลือกนายณัฐพงษ์ เป็นอันดับ 1 33.8% รองมาคือ นายอนุทิน 11.3% นายยศชนัน 8.1% กลุ่มเจนY(28-43ปี) เลือกนายณัฐพงษ์ เป็นอันดับ1 19.6% รองมาคือนายอนุทิน 14.1% นายยศชนัน 10.8% เจนX (44-59ปี) เลือกนายอนุทินอันดับ1 21.2% รองมาคือนายณัฐพงษ์ 11.9% นายยศชนัน 11.4% กลุ่มBaby Boomer (60ปีขึ้นไป) อันดับ1 เลือกนายอนุทิน 20.4% รองมา คือ นายอภิสิทธิ์ 15.1% นายยศชนัน 14.1%
นอกจากนี้สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง1,244 คน จากผู้ใช้งาน Line Today เท่านั้น ในหัวข้อ “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการลงคะแนน?” พบว่า ร้อยละ 67.1ไม่ค่อยมีผล – ไม่มีผลเลย ร้อยละ 29.8 ค่อนข้างมีผล – มีผลอย่างมาก ร้อยละ 3.1 ไม่มีความคิดเห็น
ขณะที่ “ผลสำรวจนโยบายแจกเงินเชื่อมั่นได้แค่ไหน” พบว่า ร้อยละ 66.4 ไม่ค่อยเชื่อมั่น- ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 22.6 ค่อนข้างเชื่อมั่น- เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 11 ไม่มีความเห็น
ส่วนความเห็นว่า “เห็นด้วยหรือไม่ว่า นโยบายแจกเงิน แค่เพื่อหาเสียง” ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 58.6 ค่อนข้างเห็นด้วย- เห็นตัวอย่างยิ่ง ร้อยละ 30.9 ไม่ค่อยเห็นด้วย- ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น
และความเห็นว่า “นโยบายแจกเงินช่วยพัฒนาประเทศหรือไม่” พบว่าร้อยละ 66.6 ค่อนข้างน้อย- น้อยที่สุด ร้อยละ 20.5 ค่อนข้างมาก- มากที่สุด ร้อยละ 12.9 ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจของคนไทยในแต่ละภูมิภาค ที่มีความเห็นว่า “นโยบายแจกเงิน ‘ไม่มี’ ผลต่อการลงคะแนน” นั้น พบว่า ภาคเหนือ ร้อยละ 55.3 ภาคอีสานร้อยละ 54.5 ภาคกลางร้อยละ 70.2 ภาคตะวันออก ร้อยละ 72.5 และภาคใต้ร้อยละ 80.5
ตลาดรถยนต์: เมื่อซูเปอร์คาร์ทะยานฟ้า EV ชะลอตัว และ F1 คือสนามรบใหม่ในปี 2025-2026
ปี 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการพิสูจน์สมมติฐานที่เคยถูกตั้งไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า “ตลาดซูเปอร์คาร์ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง” คำตอบคือ “ไม่” และยิ่งไปกว่านั้น คือปีที่ซูเปอร์คาร์ได้โบยบินอย่างสง่างาม แบรนด์อย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Ferrari ต่างกวดยอดจองจนยาวข้ามปี สะท้อนถึงดีมานด์ที่ไม่เคยลดลงสำหรับยานยนต์สมรรถนะสูง ท่ามกลางการชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งกำแพงภาษี การชะลอตัวของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า และการรุกคืบของแบรนด์รถจีนที่นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงง่าย แบรนด์ซูเปอร์คาร์กลับทำผลกำไรได้อย่างมหาศาล สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและยังคงแสวงหาประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์
ตลาดรถหรู: การเติบโตสวนกระแสและความต้องการที่แตกต่าง
ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่โดดเด่น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สิ่งที่น่าจับตาคือ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาการขับขี่แบบดั้งเดิม ผสานกับกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของได้อย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน แม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกยังคงมีการเติบโต แต่ก็ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์ EV สัญชาติจีน ซึ่งมีคุณภาพที่น่าประทับใจและมีราคาที่แข่งขันได้ ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและถูกหยิบยกมาถกเถียงในหลายครอบครัว
Tesla และ Porsche: ปีแห่งมรสุมและบทเรียนราคาแพง
สำหรับ Tesla ปี 2025 ถือเป็นปีที่เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งในด้านยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหาย และยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ก็ยังคงรุนแรง จนลูกค้าบางส่วนถึงกับต้องติดสติกเกอร์ที่ท้ายรถเพื่ออธิบายถึงการตัดสินใจซื้อก่อนที่จะรับทราบถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Elon Musk
ด้าน Porsche ประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งกว่า สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงิน ประกอบกับการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามที่คาดหวัง แม้จะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด และดึงดาราฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร จนทำให้บางคนรู้สึกว่ารถยนต์ขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ที่แท้จริง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม
Ferrari: การผงาดเหนือคู่แข่ง และกุญแจสู่ความสำเร็จ
ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับแสดงผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล พร้อมกับยอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญที่ทำให้ Ferrari ประสบความสำเร็จ คือการพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถ EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ยังช่วยรักษา “มูลค่าแบรนด์” และ “ราคาขายต่อ” ของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ราคาเฉลี่ยของรถ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ และการเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ว่าบัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
ปี 2026: สนาม Formula 1 เวทีเดิมพันครั้งใหม่
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์จะจับจ้องไปที่การก้าวเข้ามาสู่สังเวียน Formula 1 ของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ คือ Audi และ Cadillac
Cadillac: การเข้าร่วม Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้ใหญ่” ของแบรนด์ให้ดูทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น การเลือกนักแข่งระดับแนวหน้าอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะใช้กระแสความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมพร้อมที่จะเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อเป็นการปลุกกระแสความน่าสนใจให้กับแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมายาวนานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้อย่างน่าจับตามองมากกว่าคู่แข่งจากฝั่งอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน นอกจากนี้ Audi ยังมีแผนที่จะเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยสร้างความฮือฮาในงาน Milan Design Week รถคันนี้จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของตำนานรถสปอร์ตอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยศักยภาพนี้ แนวโน้มของตลาดรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
มองหาโอกาสและความเป็นไปได้ในการลงทุน?
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันเหนือชั้น และมองหาโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่น่าประทับใจ หรือกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงรสนิยมและความสำเร็จของคุณ อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารและเทรนด์ของตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรู ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโลกยานยนต์ที่ไร้ขีดจำกัดวันนี้!

