21 ม.ค. 2569- นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อและอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ความ “เลอะเทอะ” ของธนาธร มีเนื้อหาดังนี้
.
เมื่อวานผมบอกว่า “ธนาธรเป็นคนไปคุยดีลต่างๆ ด้วยตัวเองคนเดียว”
.
วันนี้ธนาธรบอกว่าผม “เลอะเทอะ“
.
แต่ลองดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่ ”เลอะเทอะ“ มาตลอด
.
เริ่มจาก
.
เลอะเทอะ “จะยกเลิก ม.112 จนพาคนไปติดคุก เด็กชู 3 นิ้ว ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ“
.
เลอะเทอะ “พิธาบอกทหารมีไว้ทำไม จนคนด่า แล้วธนาธรมาแก้ตัวเอาดื้อๆ ว่ามีทหารเอาไว้ไปรบไงล่ะ“
เลอะเทอะ ”เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ไปด้อยค่าทหารของประเทศตัวเอง“
.
เลอะเทอะ “ไปดีลกับทักษิณถึงฮ่องกง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลมือเปล่า“
.
เลอะเทอะ “ไปถูกอนุทินหลอกเซ็น MOA”
.
เลอะเทอะ “เอาความซื่อตรงไปดีลกับนักการเมืองไทย“
.
เลอะเทอะ “ทุกคนในพรรคส้มเท่าเทียม แต่ต้องตามใจเจ้าของพรรคอย่างธนาธร”
.
เลอะเทอะ “ให้เงินกู้พรรค 191 ล้าน จนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค“
.
เลอะเทอะ ”บริจาคเงินแฝงให้พรรค แต่บอกว่าไม่ใช่เจ้าของ ไม่ใช่นายทุนพรรค”
.
เลอะเทอะ ”หากพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”
.
เลอะเทอะ “จะได้ สส. เกิน 250 เสียง เป็นพรรคเดียวโดยไม่มีพันธมิตรทางการเมืองร่วม“
.
เลอะเทอะ ”บอก ฮั้ว สว. เป็นเรื่องของ กกต. ส่วนเขากระโดงเป็นเรื่องของการรถไฟ หากผิดจริงชาวบ้านแถบนั้นก็ผิดหมด”
.
เลอะเทอะ “มีเราไม่มีเทา แต่ในพรรคมี 2 คน เป็นเทาเสียเอง“
.
เลอะเทอะ ”จะให้อนุทิน พรรคภูมิใจไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ แต่ได้ยุบสภามาแทน”
.
เลอะเทอะ “ไปบังคับให้อนุทินยุบสภา แล้วพอยุบจริง ยังถูกอนุทินเยาะเย้ยว่าเป็นฝ่ายค้ำอีก“
.
เลอะเทอะ “ตั้งทีม The Professional แต่ สส. ในพรรคไม่รู้เรื่อง”
.
เลอะเทอะ “เอามือสมัครเล่นไปประชันวิสัยทัศน์กับมืออาชีพอย่างศุภจี“
.
เลอะเทอะ “ที่หาใครในพรรคเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เลยไปหาเทคโนแครตนอกพรรค“
.
เลอะเทอะ ”จัดปาร์ตี้ลิสต์คนนอกแซงคนในที่ทำงานให้กับพรรคจนวงแตก แต่บอกไม่มีปัญหา”
.
ธนาธรยังมีเรื่อง “เลอะเทอะ” อีกมาก ที่ยังเจียระไนไม่หมด
.
ตราบใดที่ธนาธรยังเลอะเทอะอยู่อย่างนี้ พรรคส้มยากที่จะได้ไปเป็นรัฐบาล
.
เพราะต้องตามใจความเลอะเทอะของ “เจ้าของพรรค” อยู่ร่ำไป
.
นี่หากธนาธรหยุดเลอะเทอะ และอยู่กับความเป็นจริงบ้าง ไม่ตบโต๊ะแบบเสี่ยใหญ่ร้องเอาแต่ใจตัวเอง จนอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ
.
ป่านนี้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาลไปนานแล้ว เพราะยิ่งธนาธรเลอะเทอะ ก็ยิ่งทำให้พรรคส้มห่างไกลความฝัน
.
นี่วันนี้ผมไม่ได้ด่านะครับ หวังดีถึงน้องๆ พรรคส้มทั้งนั้น
.
ยกเว้นเจ้าของพรรคคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว
สมรภูมิยานยนต์ปี 2025: บทสรุปผู้ชนะและผู้แพ้ พร้อมทิศทางสู่ปี 2026
ปี 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการพลิกผันครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เราได้เห็นแบรนด์ซูเปอร์คาร์ที่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ท่ามกลางความท้าทายที่ถาโถมจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้เล่นรายใหม่ โดยเฉพาะค่ายรถจากจีน ในขณะที่บางแบรนด์ที่เคยเป็นผู้นำ กลับต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ บทวิเคราะห์นี้จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จและความล้มเหลวในปี 2025 พร้อมคาดการณ์ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2026
ปีทองของซูเปอร์คาร์: ความหรูหราที่ไม่มีวันตกยุค
หากย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2010 การคาดการณ์ถึง “จุดอิ่มตัว” ของตลาดซูเปอร์คาร์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่เมื่อมองภาพรวมของปี 2025 สมมติฐานดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าผิดถนัด ปีนี้คือปีทองอย่างแท้จริงสำหรับแบรนด์ซูเปอร์คาร์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari หรือ Lamborghini ความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความหรูหรา ยังคงมีสูงอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่มีเพดานจำกัด
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการรุกคืบอย่างรวดเร็วของแบรนด์รถยนต์จีนที่มีราคาเข้าถึงง่ายและคุณภาพที่น่าประทับใจ แบรนด์ซูเปอร์คาร์เหล่านี้กลับสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล พร้อมกับยอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอคิวนานข้ามปี สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ Luxury ยังคงมีกำลังซื้อและไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีหรือกระแสเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร
ตลาดรถยนต์ Luxury เติบโตสวนกระแส: การกลับมาของเกียร์กระปุกและความต้องการรถยนต์เฉพาะตัว
ภาพรวมตลาดรถยนต์ Luxury ในปี 2025 มีการเติบโตที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ราคาเฉลี่ยของรถใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีราคาเกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ “เกียร์กระปุก” หรือเกียร์ธรรมดา กำลังกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม หลงใหลในความรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวรถอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการปรับแต่งรถยนต์ให้สะท้อนเอกลักษณ์และตัวตนของเจ้าของ ก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มองหารถยนต์เพื่อการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการรถยนต์ที่เป็นเสมือนงานศิลปะเคลื่อนที่ ที่บ่งบอกรสนิยมและความสำเร็จของตนเอง
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็เป็นไปในอัตราที่ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย เช่น Audi, Ford, General Motors (GM) และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการแข่งขันที่ดุเดือดของ “รถ EV จีน” ที่มาพร้อมกับคุณภาพที่น่าเชื่อถือและราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการชะลอตัวนี้ ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่อ่อนไหวและมีความละเอียดอ่อนในหลายครอบครัว
ปีแห่งมรสุมของ Tesla และ Porsche: เมื่อผู้นำเก่าต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่
สำหรับ Tesla ปี 2025 ถือเป็นปีที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากรอบด้าน ทั้งในแง่ของยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก รวมถึงส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหายไป นอกจากนี้ Tesla ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวกับปัญหาขัดข้องของระบบประตูรถขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค
ที่น่าจับตาคือกระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายเลือกที่จะติดสติกเกอร์บนท้ายรถว่า “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจในทัศนคติและการบริหารงานของผู้บริหารสูงสุดของบริษัท
ในขณะที่ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินที่รุมเร้า ประกอบกับการที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้เปรี้ยงปร้างตามที่คาดหวังไว้ แม้ว่าจะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการตลาดและการจ้างดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้นทำให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่ได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการไปถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าประจำของ Porsche เริ่มแสดงความไม่พอใจกับราคาที่สูงเกินจริง และการยัดเยียดระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งบั่นทอน “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters ได้เข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ในวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งต้องแบกรับภารกิจในการกอบกู้ชื่อเสียงและสถานะของแบรนด์กลับคืนมา
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์ที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับสามารถรักษาผลงานที่โดดเด่นและแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมได้ บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล และมียอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญของความสำเร็จของ Ferrari คือ การพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศจีน นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถ EV ให้เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคารถมือสองให้ไม่ตกต่ำเหมือนกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ และรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็เป็นที่จับตามองอย่างมาก ทำให้บัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่บนสังเวียน Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การเข้าร่วมสนาม Formula 1 อย่างเป็นทางการของ Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญเพื่อพลิกโฉมภาพลักษณ์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้สูงวัย” ออกไป โดย Cadillac ได้เลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาร่วมทีม เพื่อสร้างกระแสความตื่นเต้นและความสนใจ หวังที่จะใช้ความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมพร้อมที่จะเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมายาวนานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบที่มีดีไซน์ล้ำสมัย ซึ่งได้เคยเปิดตัวไปแล้วในงาน Milan Design Week โดยรถคันนี้จะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ ที่จะผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายแห่งตำนานของ Audi TT และ R8 ได้อย่างลงตัว
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงความร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อย่าพลาดโอกาสในการสำรวจโลกแห่งซูเปอร์คาร์และรถยนต์ Luxury ที่กำลังพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ติดต่อตัวแทนจำหน่ายของคุณ หรือเข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูมของเราเพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่เหมือนใคร แล้วมาเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่บนท้องถนนไปพร้อมกัน!

