“อนุทิน” ยอมรับต้องเลี่ยง ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง หวั่นรบกวนคนทำงาน บอก ภท.มีสไตล์การหาเสียง ไม่จัดเวทีใหญ่เหมือนพรรคอื่น ลั่นไม่ประมาททุกพรรค ชี้ปชช.เป็นโหวตเตอร์ ไม่สน “สุดารัตน์” ใส่เสื้ออะไรให้ได้เป็นสส.ก็พอ ยันไม่รู้เรื่องซื้อเสียง 7,500 บาท บอกสื่ออย่าหลอกถาม อุ้ย..ซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บาท บอกมาเดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา
เมื่อเวลา11.30น. วันที่ 20 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง ว่า จะพยายามไม่ใช้เวลาราชการถึงแม้ว่าจะลาได้ก็ไม่อยากลา อย่างเวลาไปหาเสียง ตอนบ่าย 2 บ่าย 3 คนยังทำงานกันอยู่ เราจะไปกวนเวลาเขาก็ไม่ดี และเราไม่อยากใช้เวลาราชการแม้จะมีสิทธิ์ลา ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบตในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นการเสียโอกาสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด แต่ตนไม่ได้คิดอย่างนั้น เมื่อถามย้ำว่าจะเป็นการเสียโอกาสในการนำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เสนอทุกอย่างในการที่จะทำงาน เมื่อถามว่า การลงพื้นที่แบบออร์แกนิค มั่นใจหรือไม่ว่าจะเป็นเทคนิคหนึ่งในการโน้มน้าวประชาชนให้เลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คำว่าออร์แกนิค คือไม่มีรูปแบบ ไม่ได้คาดหวังอะไร ทำไปด้วยจิตใจที่อยากทำและได้ประโยชน์จากการรับฟังเสียงจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การสื่อสารฝ่ายเดียว เป็นการทำให้เขาเข้าถึงตัวเราและเขาก็บอกในสิ่งที่เขาพึงพอใจและไม่พึงพอใจ รวมถึงสิ่งที่เขาอยากได้และไม่อยากได้ รวมถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ อยากให้เราไปช่วยแก้ไข นั่นคือสิ่งที่ตนได้มาจากการลงพื้นที่แบบออร์แกนิค ไม่ได้หาเสียงอะไร ลองถามพี่น้องประชาชนเวลาลงพื้นที่แทบไม่ได้พูดคำว่าเบอร์ 37 หรือเบอร์ของผู้สมัครในเขตนั้นเลย
เมื่อถามว่าในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราก็ทำงานและใช้วิธีประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ทุกช่องทางให้ประชาชนได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของตนเราจะนำเสนออะไรกับพี่น้องประชาชนบ้างถ้าเราได้รับเลือกตั้งเข้ามา
เมื่อถามว่าในช่วงโค้งสุดท้ายห่วงอะไรที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมก็ทำดีที่สุด มีอะไรก็เอามาทำให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว ถามว่าห่วงไหม ก็ไม่ได้ห่วงอะไร เพราะการตัดสินใจโหวตเตอร์เป็นของพี่น้องประชาชน
เมื่อถามว่า กำลังใจของนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่อยู่ที่ตรงไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ได้กินอาหารหลายอย่างที่ประชาชนนำมาให้ไม่ขาดสาย เมื่อถามว่า เห็นเวทีพรรคเพื่อไทย หาเสียงแต่ละจุดจัดพรึบมากรู้สึกอย่างไร ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่จัดเวทีใหญ่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อมั่นในวิธีการและรูปแบบ ใครอยากทำอะไรและมีความเชื่อมั่นก็ทำไปตามนั้น ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นในวิธีที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงกับประชาชนทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรูปแบบและสไตล์ของเขา
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่เริ่มมีคำพูดที่ว่าประมาทพรรคเพื่อไทยไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยประมาทใครอยู่แล้ว แต่ก็เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกคนทุกพรรค เมื่อถามว่าเพราะทุกพรรคมีโอกาสที่จะมาจับมือกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
เมื่อถามถึงกรณี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ใส่เสื้อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค. หรือไม่ น.ส.สุดารัตน์ ชี้แจงแล้วว่าตอนนี้ผมเขาสีดำ ตอนนั้นผมเขาทำไฮไลท์ ตนจะไปแคร์อะไรเมื่อเขาสมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว เขาจะใส่เสื้ออะไรก็ขอให้เขาได้เข้ามาเป็นสส.พรรคภูมิใจไทย ตนก็พอใจแค่นั้น เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าชื่อพรรคภูมิใจไทยจะได้คะแนนเสียงที่น.ส.สุดารัตน์เคยได้ตอนอยู่พรรคการเมืองอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ลงพื้นที่อุบลราชธานี แต่รับทราบว่าในพื้นที่แข็งแรงดียังไม่ต้องการให้ตนลงไปในพื้นที่
เมื่อถามถึงกรณีการเรียกร้องให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันไม่ซื้อเสียง หลังกระแสข่าวมีการใช้เงินซื้อเสียงสูงถึง 7,500 บาท นายอนุทิน ย้อนถามว่าประเด็นอะไร 7,500 บาท ผู้สื่อข่าวตอบว่าเป็นเงินที่ใช้ในการซื้อเสียง นายอนุทิน จึงถามอีกว่าใครซื้อเสียง 7,500 บาท สื่อจึงตอบกลับว่าเป็นผลสำรวจที่มีออกมา นายอนุทิน จึงกล่าวว่า “หัวละ 7,500 บาท อุ้ย ซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บาท บอกมาเลยเดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา”
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า และการเมืองสู้กันดุเดือดทุกรอบอยู่แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกมไม่มีปัญหาการต่อสู้การแข่งขันเป็นเรื่องงดงาม แต่ต้องให้เป็นตามกติกา มีสปิริตซึ่งกันและกัน เมื่อถามย้ำว่าตัวเลข 7,500บาทเป็นไปไม่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่รู้ไม่กล้าบอกเพราะไม่เคยทำ เดี๋ยวจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอก โธ่”
ยานยนต์ 2025: เทรนด์ดาวรุ่ง-ดาวร่วง และการเดิมพันครั้งใหม่ใน F1 สู่ปี 2026
2025: ปีทองของ Supercar สวนทางตลาด EV ชะลอตัว
ปี 2025 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ซูเปอร์คาร์” ยังคงมีมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย แม้ในช่วงปลายปี 2019 เคยมีคำถามถึงจุดอิ่มตัวของตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง แต่ความเป็นจริงในปี 2025 กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง แบรนด์ซูเปอร์คาร์ระดับโลกอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Lamborghini กลับโกยยอดจองมหาศาลจนลูกค้าต้องรอรับรถข้ามปี ในขณะที่ค่ายรถยนต์ทั่วไปและผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับเผชิญกับภาวะยอดขายชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันจากการแข่งขันที่ดุเดือดของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพทัดเทียมในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า
ตลาด Luxury โตสวนกระแส: ดีมานด์รถเกียร์ธรรมดาและ Customization พุ่งสูง
ภาพรวมตลาดรถหรูในปี 2025 เติบโตอย่างน่าประทับใจ สะท้อนได้จากราคาเฉลี่ยของรถใหม่ในเซกเมนต์นี้ที่สหรัฐอเมริกา ทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สิ่งที่น่าสนใจคือ “รถยนต์เกียร์ธรรมดา” กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม ควบคู่ไปกับเทรนด์การสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่สะท้อนเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนของผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดรถยนต์ระดับบน
EV ชะลอตัว: กำแพงภาษี, มาตรการอุดหนุนสิ้นสุด, และความซับซ้อนทางการเมือง
ในทางกลับกัน แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกยังคงมีการเติบโต แต่ก็แผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ อาทิ Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงของ “รถ EV จีน” ที่มีคุณภาพโดดเด่นและตั้งราคาได้อย่างน่าดึงดูด นอกจากนี้ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ก่อให้เกิดความเห็นที่แตกต่างในหลายครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
2025: ปีแห่งมรสุมของ Tesla และ Porsche
สำหรับ Tesla ปี 2025 ถือเป็นปีที่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งยอดขายและกำไรทั่วโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายไปอย่างน่าใจหาย ซ้ำยังต้องรับมือกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ นอกจากนี้ กระแสต่อต้าน CEO Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์แสดงความไม่เห็นด้วยท้ายรถ เป็นอีกสัญญาณที่บ่งชี้ถึงปัญหาที่ Tesla กำลังเผชิญ
ด้าน Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงิน และความไม่เปรี้ยงปร้างของรถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลด้านการตลาด และดึงดาราฮอลลีวูดมาร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม ส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง มูลค่าหุ้นร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการใส่ระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร จนทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters จะเข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: ยุทธศาสตร์ “ชะลอ” EV และฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังประสบปัญหา Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถรักษาระดับกำไร (Profit Margin) ที่สูงได้อย่างต่อเนื่อง มียอดจองรถยนต์ที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้อยู่ที่การพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (ปรับเป้าการขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030) ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์ และราคารถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนที่ Porsche Taycan ประสบพบเจอ
แม้ราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ สะท้อนถึงความภักดีต่อแบรนด์ และรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ตอกย้ำว่าบัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่สนาม Formula 1 เป็นพิเศษ เมื่อ Audi และ Cadillac เตรียมก้าวเข้าสู่สังเวียนการแข่งขันระดับโลกอย่างเต็มตัว
Cadillac: การเข้าร่วม F1 ในฐานะทีมที่ 11 คือก้าวสำคัญของ Cadillac ในการพลิกภาพลักษณ์ให้หลุดพ้นจากความเป็น “รถสำหรับวัยค่อนคน” โดยการดึงตัวนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ ด้วยความหวังที่จะใช้กระแสความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ Audi ที่อาจจะเงียบเหงาไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่าศตวรรษ และคาดว่าจะมีศักยภาพในการทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังมีแผนที่จะเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยจัดแสดงในงาน Milan Design Week โดยรถต้นแบบคันนี้จะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ ที่ผสานความทันสมัยเข้ากับเอกลักษณ์อันเป็นตำนานของ Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางอันน่าตื่นเต้นเหล่านี้ ทำให้แนวโน้มของรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ยังคงมีแนวโน้มที่จะร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างไม่ต้องสงสัย
โอกาสทองของผู้ที่มองเห็นทิศทาง: ลงทุนในแบรนด์ Supercar หรือเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาด EV?
ตลาดรถยนต์ในปี 2025 แสดงให้เห็นถึงการแบ่งขั้วที่ชัดเจน ระหว่างความต้องการที่ไม่ลดลงของกลุ่ม Supercar และตลาด EV ที่เผชิญกับความท้าทาย สำหรับนักลงทุนและผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพิจารณาถึงโอกาสในการลงทุนในแบรนด์ Supercar ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หรือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังจะมีการพัฒนาและนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดรถยนต์ หรือต้องการวางแผนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของเรา เพื่อรับข่าวสารล่าสุด เทคนิคการลงทุน และโอกาสที่น่าสนใจในโลกของยานยนต์!

