ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.16 น.วันที่ 26 ม.ค.ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จ.สระแก้ว โดย นายกฯ จะพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา จากนั้นในช่วงบ่ายรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินการในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ก่อนลงตรวจพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร และเยี่ยมให้กำลังใจแก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ได้ตอบคำถามนักข่าวก่อนหน้านี้ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการปราศรัยของพรรคประชาชนเมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) ที่มีพูดถึงหน้าที่ของทหาร ซึ่งอาจจะยังถูกมองว่าการด้อยค่า ว่า ประชาชนเข้าใจดีแต่จะวิพากษ์วิจารณ์ความคิดแนวทางของแต่ละพรรคไม่ได้ เพราะแต่ละพรรคก็มีแนวทาง ซึ่งต้องให้เกียรติกัน
ส่วนการที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชนมาปราศรัยเมื่อวานนี้กังวลว่ากระแสส้มจะนำขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ดูการปราศรัยที่หนองคายบ้างเมื่อวานคนก็เยอะ
เมื่อถามต่อว่าแต่พรรคประชาชนก็ยังมั่นใจว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ นายอนุทิน ระบุว่า ทุกคนก็ต้องมีมั่นใจจะมีใครขึ้นเวทีไป และบอกว่าให้เลือกผมผมจะไปเป็นฝ่ายค้าน
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หลังจากการลงพื้นที่มองกระแสของพรรคภูมิใจไทยอย่างไรบ้าง นายอนุทิน ตอบว่าดี เพราะไปที่ไหนคุณก็บอกว่าขอให้ประสบความ 37 ส่วนจะมีนโยบายเรียกคะแนนช่วงสุดท้ายเหมือนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายดีแล้ว เหมาะสมปฏิบัติได้ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ทำให้ประเทศเสียหาย กระตุ้นเศรษฐกิจ ความสุขของประชาชน พร้อมย้ำว่า ไม่มีนโยบายล่อเป้า ทำเสียคะแนนในช่วง
วงการยานยนต์ปี 2025: ม้าลำพองผงาด ตลาด EV ระอุ และสนาม F1 ที่ต้องจับตา
บทสรุปภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2025 และทิศทางสู่ปี 2026
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2019 หลายคนอาจเคยสงสัยว่าอุตสาหกรรมซูเปอร์คาร์ใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือไม่ แต่เมื่อมองภาพรวมของปี 2025 ที่ผ่านมา ความคิดนั้นต้องถูกหักล้างโดยสิ้นเชิง ปี 2025 ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็น “ปีทองของซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini พุ่งทะยานจนไม่มีเพดานจำกัด
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมหลายแห่งกำลังประสบปัญหาจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งกำแพงภาษีที่สูงขึ้น, ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน แต่ในทางกลับกัน แบรนด์หรูเหล่านี้กลับสามารถกอบโกยผลกำไรได้อย่างมหาศาล พร้อมด้วยยอดสั่งจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอคอยการส่งมอบรถยนต์นานข้ามปี
ตลาดรถยนต์ Luxury เติบโตสวนกระแส: เกียร์กระปุกกลับมา และ Customization คือหัวใจหลัก
ภาพรวมของตลาดรถยนต์ Luxury ในปี 2025 ถือว่าเติบโตอย่างน่าประทับใจ ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกา พุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ “เกียร์กระปุก” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลายคนคิดว่าจะเลือนหายไป กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่แท้จริง นอกจากนี้ กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Custom (Customization) ที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมเฉพาะตัวของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนเช่นกัน
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มการเติบโต แต่ก็ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบโตได้ชะลอตัวลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแข่งขันของ “รถยนต์ EV จากประเทศจีน” ซึ่งไม่เพียงแต่มีคุณภาพที่ดี แต่ยังมาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหลายครัวเรือน
ปี 2025: มรสุมลูกใหญ่สำหรับ Tesla และ Porsche
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของยอดขายและอัตรากำไรที่ลดลงในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ Tesla ยังต้องรับมือกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ กระแสต่อต้าน CEO Elon Musk ที่ทวีความรุนแรง จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายถึงขั้นต้องติดสติกเกอร์ท้ายรถเพื่อแก้ต่างว่า “ซื้อรถก่อนที่จะทราบถึงบุคลิกของ Elon”
ในขณะที่ Porsche เป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุด สาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการด้านการเงินที่ประสบปัญหา ประกอบกับรถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ที่ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการตลาด และดึงดาราดังระดับฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของประเทศเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งทวีความเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการใส่ระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร จนทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Porsche ไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters จะเข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์ที่แตกต่าง สร้างความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับแสดงผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมด้วยยอดสั่งจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปอย่างขาดลอย
กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้คือ Ferrari มีการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% จึงไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขาย EV ลงเหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคาของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนกรณีของ Porsche Taycan แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าประจำกว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง และรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่าง “Amalfi” ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าบัลลังก์ของม้าลำพองจะยังคงแข็งแกร่งต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Audi และ Cadillac
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์จาก “รถยนต์สำหรับผู้ใหญ่” ให้มีความทันสมัยและเร้าใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการเลือกนักแข่งมากฝีมืออย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เพื่อสร้างกระแสความนิยม โดยหวังใช้ประโยชน์จากความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ Cadillac ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลกอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นมากกว่าคู่แข่งจากฝั่งอเมริกา นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยอวดโฉมในงาน Milan ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญในการพัฒนารถยนต์ Audi ยุคใหม่ โดยผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นตำนานของ Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
คุณล่ะ พร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของวงการยานยนต์แล้วหรือยัง?

