วันที่ 25 ม.ค.69 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ขึ้นเวทีปราศัยของพรรคประชาชน “เชื่อในประชาชน Trust The People” ที่สามย่านมิตรทาวน์ โดยกล่าวเปิดเวทีด้วยคำว่า ตนกลับมาแล้ว และกลับมาเพราะเหตุผลเดียว คือการชักชวน ประชาชนเลือกพรรคประชาชน ส่งนายกฯ เท้ง เข้าทำเนียบรัฐบาล แม้วันนี้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไป แต่ตัดความคิดถึงที่มีต่อประชาชนไม่ได้ ครั้งที่แล้วประชาชนกว่า 40% เทคะแนนให้กับ พรรคก้าวไกล 14 ล้านเสียง มาเป็นอันดับ 1 แต่ไม่ยอมให้บริหารเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นครั้งนี้ต้องไม่ยอมอีกต่อไป และวิธีการเดียว พี่จะทำแบบนั้นได้ต้อง “ชนะให้เยอะ ชนะให้ยิ่งใหญ่ และชนะให้ยาวกว่าเดิม”
นายพิธา ระบุว่า ชนะให้เยอะคือ ต้องชนะให้พรรคอันดับ 2 ไม่กล้าจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ย้ำว่าเลือกพรรคประชาชนให้ขาด มันไม่กล้าจัดตั้งรัฐบาลแข่ง และต้องชนะอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ให้สมศักดิ์ศรี รวมทั้งต้องชนะให้ยาวจนนายกฯ เท้ง 2 สมัย 8 ปี จนตน และนายชัยธวัช ตุลาธน กลับมาพอดี และยาวจนลูกสาวสามารถเลือกตนกลับมาได้
นายพิธา ย้ำว่า คนอย่างตนนั้นอยู่เป็น เย็นพอ รอได้ ตอนนี้โลกคือเวทีของตนไม่ใช่ที่นี่ ปล่อยให้นายกฯ เท้ง 2 สมัย เต็มๆไปเลย งานยากอันนี้ต้องให้น้องชายตนเป็นคนทำ ส่วนอีก 8 ปีที่จะเพิ่มมาอีก 8 ล้านเสียง อันนั้นงานง่าย เดี๋ยวตนจะทำเอง พร้อมตั้งคำถามว่า ไม่รู้จะมีการเหนี่ยวรั้งอนาคตไว้ทำไม เพราะ 10 ปีก็แป๊บเดียว เดี๋ยวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อนาคตใหม่กลับมา และสมัยที่ 2 ของนายกฯ เท้ง พิธา และชัยธวัช ก้าวไกลกลับมา แบบฟูลทีมแน่นอน
นายพิธา ยังกล่าวว่า ประชาชนกว่า 25% ของจำนวน 50 ล้านคนในประเทศ จะไม่ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จึงอยากสื่อสารไปว่า ตนเข้าใจดีว่า การใช้สิทธิ์ใช้เสียงมีต้นทุน แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญกว่าครั้งไหน เพราะไม่มีสว.แล้ว ซึ่งคน 25 % เท่ากับ 12 ล้านคน ที่ไม่เคยเลือกตั้งครั้งไหนมาก่อน แต่ครั้งนี้ควรจะเป็นครั้งแรก อีกกลุ่มที่อยากจะสื่อสารด้วยคือคน 10-25 % ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ยังมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ ขอให้คิดดูดีๆว่ามีพรรคการเมืองไหน ไม่มีนักการเมืองพรรคไหนสมบูรณ์แบบคนบทุกอย่าง แต่ขอให้คิดว่าใครจะตื่นเช้า เพื่อสู้ให้กับประชาชนเหมือนรังสิมันต์ โรม นางสาวรักชนก ศรีนอก หากยังตัดสินใจไม่ได้ ขอให้เรียกพรรคประชาชน
ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่เป็นกลุ่มที่จะใช้สิทธิ์ใช้เสียงเป็นครั้งแรกอีก 2.4 ล้านคน ขออย่าเพิ่งหมดหวังกับประเทศไทย ผิดหวังได้ แต่อย่าหมดหวังเด็กขาด ซึ่งกลุ่มคนทั้งหมดนี้หากออกมาใช้สิทธิ์ เราชนะแน่นอน วันนี้จะเป็นการเมืองแบบเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน แล้ว เพราะฉะนั้นเรามาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนไปด้วยกัน
ยานยนต์ปี 2568: ม้าลำพองผงาด ซูเปอร์คาร์ครองบัลลังก์ วงการ EV สั่นคลอน
บทสรุปภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2568 และทิศทางสู่ปี 2569
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการพลิกบทบาทอย่างแท้จริงในอุตสาหกรรมยานยนต์ ภาพรวมตลาดโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่น่าสนใจ: ในขณะที่แบรนด์ซูเปอร์คาร์หรูระดับโลกอย่าง Ferrari, Bugatti และ Pagani ยังคงกวาดยอดขายและมีคิวจองยาวข้ามปี สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วไปที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายรถยนต์สัญชาติจีน การปรับเปลี่ยนนโยบายอุดหนุนของภาครัฐ และประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อน
ในขณะเดียวกัน แบรนด์ที่เคยแข็งแกร่งอย่าง Porsche และ Tesla กลับเผชิญกับปีที่ยากลำบาก Porsche ประสบปัญหาด้านสถานะทางการเงินอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและถูกถอดออกจากดัชนีหลักของเยอรมนี ส่วน Tesla แม้ยังคงมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น แต่ก็เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และต้องรับมือกับกระแสลบที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองต่อไปยังปี 2569 สนามแข่งขันกำลังจะย้ายไปสู่เวทีระดับโลกอย่าง Formula 1 เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงสุดนี้อย่างเต็มตัว ด้วยความหวังที่จะใช้พลังของ F1 ในการพลิกฟื้นภาพลักษณ์องค์กร สร้างความตื่นเต้นให้กับแบรนด์ และดึงดูดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชื่นชอบความเร็วและเทคโนโลยี
ตลาดรถหรู: ซูเปอร์คาร์ตอกย้ำความแรง ไม่สนกระแส EV
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2562 หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยถึงอนาคตของ “ซูเปอร์คาร์” ว่าจะยังคงมีที่ยืนในตลาดที่เทคโนโลยีและกระแสความนิยมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ข้อสงสัยเหล่านั้นกลับถูกปัดตกไปโดยสิ้นเชิง
ปี 2568 สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็น “ปีทองของซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ดูเหมือนว่าความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงระดับพรีเมียมจะไม่มีเพดานจำกัดอีกต่อไป แบรนด์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ต่างมียอดจองที่ล้นหลาม ทำให้ลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปี
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งกำแพงภาษีที่ผันผวน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ และการรุกคืบอย่างรวดเร็วของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนในตลาดโลก แบรนด์หรูเหล่านี้กลับสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล สร้างรายได้ที่น่าประทับใจ และตอกย้ำสถานะของตนเองในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ระดับ Ultra-Luxury
เจาะลึกตลาดรถหรูปี 2568:
ยอดขายทะลุเป้า: ภาพรวมตลาดรถหรูในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่โดดเด่น ราคาเฉลี่ยของรถใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกา พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าเหนือ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สะท้อนถึงกำลังซื้อที่ยังคงแข็งแกร่งของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
เสน่ห์ของเกียร์ธรรมดา: สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ “เกียร์ธรรมดา” กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม สัมผัสที่ดิบและเร้าใจ กลายเป็นจุดขายสำคัญที่รถยนต์สมรรถนะสูงหลายรุ่นพยายามนำกลับมานำเสนอ
Customization คือที่สุด: กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Custom Made หรือการตกแต่งรถยนต์ให้สะท้อนตัวตนของเจ้าของ ก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ลูกค้ากลุ่มนี้มองหารถยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร และสะท้อนรสนิยมส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
วิกฤต EV: จีนครองตลาด นโยบายรัฐเปลี่ยน
ในทางกลับกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เคยถูกมองว่าเป็นอนาคตอันสดใส กลับเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างที่ไม่เคยคาดคิด แม้ว่ายอดขาย EV ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็เป็นการเติบโตที่แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้
มรสุมจากค่ายรถจีน: ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากฝั่งตะวันตกอย่าง Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการรุกคืบของ “รถ EV จีน” ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนไม่เพียงแต่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังมาพร้อมกับการออกแบบที่น่าดึงดูด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและหันไปพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนมากขึ้น
มาตรการอุดหนุนยุติ: การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลก เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคารถยนต์ EV โดยรวมสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการรถยนต์ราคาประหยัด
ประเด็นทางการเมืองอ่อนไหว: รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในหลายครอบครัว ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ นโยบายและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าในบางภูมิภาค สร้างความไม่แน่นอนและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
Tesla และ Porsche: ปีแห่งมรสุม
ปี 2568 ถือเป็นปีที่แบรนด์รถยนต์ชื่อดังอย่าง Tesla และ Porsche ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งในด้านผลประกอบการและภาพลักษณ์
Tesla: ท้าทายลมปากนักวิจารณ์
สำหรับ Tesla แม้จะยังคงมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น แต่ปี 2568 ก็เป็นปีที่ยากลำบากอย่างแท้จริง:
ยอดขายและกำไรลดลง: ยอดขายและกำไรทั่วโลกของ Tesla เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่เคยครองความเป็นผู้นำ ก็เริ่มถูกกัดกร่อน
คดีความและประเด็นร้อน: Tesla ต้องเผชิญกับคดีความเกี่ยวกับระบบประตูรถยนต์ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย
กระแสต่อต้าน Elon Musk: สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก คือกระแสต่อต้านตัวซีอีโอ Elon Musk ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นมีรายงานว่าลูกค้าบางรายถึงขั้นติดสติกเกอร์แก้ตัวไว้ที่ท้ายรถว่า “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกต่อว่าจากเพื่อนฝูงหรือสังคม
Porsche: เจ็บหนักจากความผิดพลาด
Porsche เป็นอีกแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในปี 2568 สาเหตุหลักมาจากความผิดพลาดในการวางแผนกลยุทธ์และผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามเป้า:
รถ EV ไม่เปรี้ยง: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของ Porsche อย่าง Taycan และ Macan แม้จะทุ่มงบการตลาดมหาศาล จ้างดาราฮอลลีวูดระดับโลกมาเป็นพรีเซนเตอร์ แต่กลับไม่สามารถทำยอดขายได้ตามที่คาดหวัง
สถานะทางการเงินสั่นคลอน: ปัญหาทางการเงินส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร
เสียงบ่นจากลูกค้า: ลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่แพงเกินจริง และการยัดเยียดระบบดิจิทัลในห้องโดยสารที่มากเกินไป จนทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่: สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร Michael Leiters จะเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอ Porsche ในวันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อเข้ามาแก้ไขและกอบกู้วิกฤตของแบรนด์
Ferrari: ม้าลำพอง ผงาดเหนือคู่แข่ง
ในขณะที่คู่แข่งรายอื่นกำลังสะดุดล้ม Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและแข็งแกร่งที่สุดในปี 2568:
Profit Margin สูงลิ่ว: Ferrari สามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างน่าประทับใจ สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และความแข็งแกร่งของแบรนด์
ยอดจองล้นทะลัก: ยอดจองรถยนต์ของ Ferrari เต็มยาวไปจนถึงปี 2570 ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin แบบไม่เห็นฝุ่น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่สูงมากในตลาด
กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด: กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว
ชะลอแผน EV เพื่อรักษาคุณค่า: การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2573 ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์ และราคาขายต่อรถมือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
ความภักดีของลูกค้า: แม้ราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ แสดงถึงความภักดีและความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ได้รับ
รุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง: ด้วยการเปิดตัวรุ่นใหม่ที่ได้รับการจับตามองอย่าง “Amalfi” ทำให้บัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
ปี 2569: เดิมพันครั้งใหม่บนสนาม Formula 1
สำหรับปี 2569 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกกำลังจับจ้องไปยังการแข่งขันบนสนาม Formula 1 ที่กำลังจะร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมสังเวียน F1 อย่างเป็นทางการ:
Cadillac: ทลายกำแพงอายุ สู่ความเร้าใจระดับโลก
ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลง: การเข้าร่วม F1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ที่จะลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้ใหญ่” หรือ “รถสำหรับวัยกลางคน” ที่ติดตัวมานาน
ดึงดูดนักแข่งดัง: การเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เข้ามาเสริมทัพ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่น และหวังใช้ความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
กลยุทธ์การตลาดที่ชาญฉลาด: การใช้ F1 เป็นเวทีในการสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ที่เน้นความสปอร์ต ความเร็ว และเทคโนโลยี เป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
Audi: ปลุกตำนาน สู่ยุคใหม่แห่งสมรรถนะ
การกลับมาที่น่าจับตา: Audi เตรียมเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความน่าสนใจให้กับแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ประวัติศาสตร์การแข่งขันที่ยาวนาน: Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมายาวนานกว่าศตวรรษ ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้น
“Concept C”: ภาพอนาคตของ Audi: Audi ยังได้เตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยสร้างความฮือฮาในงาน Milan Design Week ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวของ Audi ยุคใหม่ ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน นี่คือยุคสมัยแห่งการแสวงหาประสบการณ์การขับขี่อันเป็นที่สุด และแบรนด์ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้เท่านั้นที่จะครองความเป็นผู้นำ
คุณล่ะ พร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการยานยนต์แล้วหรือยัง?

