เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 23 ม.ค.69 ตำรวจ สน.บางเขน รับแจ้งเหตุเยาวชนถูกยิงตาย ภายในซอยพหลโยธิน 57 เขตบางเขน จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชฯ และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู บริเวณเชิงสะพานข้ามริมคลองถนน ชุมชนร่วมใจพัฒนาใต้ พบศพเด็กชาย อายุ 13 ปี ถูกยิงเข้าหน้าอก เหนือราวนมด้านขวา 1 นัด นอนหงายเสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุ ห่างไป 100 เมตร พบกระสุนปืน 9 มม. 2 นัด และปลอกกระสุนปืน .38 1 นัด ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
สอบถาม เพื่อนผู้ตาย เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้นัดกับผู้ตายมานั่งเล่นตามปกติทุกวันบริเวณริมคลอง ระหว่างที่ผู้ตายกำลังเดินอยู่ ได้มีกลุ่มวัยรุ่นกว่า 10 คน ขี่จักรยานยนต์ 6 คัน มาประกบ ก่อนวัยรุ่นชาย 2 คนจะตะโกนส่งเสียงดัง “เฮ้ย ไอ้โปร์” จากนั้นมีเสียงปืนดัง 3-4 นัด ตนกับเพื่อนจึงวิ่งหนีขึ้นสะพานข้ามคลอง ก่อนเพื่อนจะวิ่งล้มลงหมดสติ จึงทราบว่า เพื่อนโดนยิง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ขณะที่ ผู้กำกับการ สน.บางเขน ที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เผยว่า จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด พบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีมากกว่า 10 คน และใช้ปืนอย่างน้อย 2 กระบอก ยิงใส่กลุ่มผู้ตาย เบื้องต้น จากกระสุน 9 มม. 2 นัด ที่ยังไม่ได้ใช้งาน และปลอกกระสุน .38 อีก 1 นัด เชื่อว่าปืนที่ใช้ไม่ใช่ปืนไทยประดิษฐ์ และกลุ่มผู้ก่อเหตุ มีการเตรียมตัวมาอย่างดี เนื่องจากแต่งกายปิดบังใบหน้ามิดชิด และมีความชำนาญเส้นทางหลบหนี ส่วนปมสังหาร ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างสถาบัน หรือ ปัญหาส่วนตัว
ด้านแม่ของเด็กวัย 13 ปี ที่เสียชีวิต ได้ยกมือไหว้ วอนขอให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุม กลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว พร้อมเปิดใจกับสื่อว่า ลูกชายไม่เคยมีปัญหากับใคร ไม่เคยมีคู่อริ เป็นเด็กนิสัยดี น่ารัก และเป็นที่รักของคนในชุมชน ส่วนจุดเกิดเหตุ ลูกชายมักจะไปนั่งเล่นกับเพื่อน ก่อนไปเล่นเกมที่คอนโดของเพื่อน ที่อยู่แถวนั้น
แม่ไม่เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นความขัดแย้งระหว่างสถาบัน เนื่องจากลูกชาย เคยเรียนชั้น ม.ต้น แต่มีปัญหาเรื่องการเรียน ทำให้หยุดพักการเรียนไว้ก่อน แม่เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นการยิงผิดตัว หรือ ยิงมั่ว และไม่รู้ว่าลูกชายจะตายฟรีหรือไม่
ล่าสุด ตำรวจชุดสืบสวน กองสืบ บชน. / ชุดสืบสวน บก.น.2 และ ชุดสืบสวน สน.บางเขน สามารถจับกุมเยาวชน ผู้ร่วมก่อเหตุ อายุระหว่าง 14-18 ปี ได้ทั้งหมด 12 คน รวมถึงมือลั่นไกปืนด้วย พร้อมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ 6 คัน ยังคงเหลือชายอายุ 18 ปี อีก 1 คน ที่ยังหลบหนี ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ มีทั้งหมด 3 กระบอก ตำรวจยึดมาได้แล้ว 1 กระบอก ที่เหลือคาดว่าอยู่กับคนร้าย ที่หลบหนีอยู่ตอนนี้
เบื้องต้น ตำรวจอยู่ระหว่างการซักถามทั้ง 12 คน เพื่อหามูลเหตุ รวมถึงประสานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาเก็บคราบเขม่าดินปืน และรอยนิ้วมือแฝงกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
บทสรุปตลาดรถยนต์ปี 2025: ม้าลำพองผงาด, EV สั่นคลอน, F1 กำลังเดือด
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดที่เคยร้อนแรงกลับเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ขณะที่บางเซกเมนต์กลับทะยานขึ้นอย่างน่าทึ่ง นี่คือบทสรุปที่สะท้อนภาพรวมตลาดในปีที่ผ่านมา และทิศทางที่กำลังจะมาถึงในปี 2026
มหาอำนาจซูเปอร์คาร์: Ferrari, Bugatti, Pagani และ Lamborghini ยังคงครองใจเศรษฐี
หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว หลายคนอาจตั้งคำถามถึงอนาคตของรถยนต์สมรรถนะสูง หรือ Supercar ว่าจะยังคงมีที่ยืนในยุคที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาแรงเช่นนี้หรือไม่ แต่บทสรุปของปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สมมติฐานดังกล่าวอาจผิดถนัด
ปี 2025 คือปีทองของแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg ต่างมียอดจองล้นหลามจนลูกค้าต้องรอรับรถข้ามปี สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์หรูระดับ Ultra-Luxury ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมของตลาดรถยนต์ทั่วไป
ปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาด Supercar ยังคงร้อนแรง:
ความต้องการที่ไม่มีเพดาน: ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มมหาเศรษฐีทั่วโลก ทำให้ความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยังคงมีสูงอย่างต่อเนื่อง
เอกลักษณ์และความเป็นเจ้าของ: รถซูเปอร์คาร์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ สถานะ และรสนิยม ผู้ซื้อกลุ่มนี้มองหาสิ่งที่พิเศษ แตกต่าง และสะท้อนตัวตน
การลงทุนและมูลค่าที่เพิ่มขึ้น: รถยนต์ซูเปอร์คาร์หลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นพิเศษ (Limited Edition) หรือรุ่นหายาก มักมีแนวโน้มที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้กลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง
การขับขี่ที่เหนือชั้น: เทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถซูเปอร์คาร์ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ อันเป็นเสน่ห์ที่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่สามารถเทียบเคียงได้ในบางมิติ
ตลาดรถยนต์ Luxury: โตสวนกระแส, เกียร์กระปุกกลับมา, Customization คือหัวใจสำคัญ
ภาพรวมตลาดรถหรู (Luxury Car) ในปี 2025 ถือว่าเติบโตอย่างโดดเด่น ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดหลักๆ เช่น สหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท)
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ “เกียร์กระปุก” (Manual Transmission) ที่กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนัก ที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม (Purist Driving Experience) ซึ่งเชื่อมโยงกับตัวรถและผู้ขับขี่อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการตกแต่งตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า ก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ซื้อไม่ได้ต้องการเพียงรถยนต์ที่หรูหรา แต่ต้องการรถยนต์ที่สะท้อนตัวตน รสนิยม และความต้องการเฉพาะของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ความท้าทายของตลาด EV: การแข่งขันดุเดือด, มาตรการสนับสนุนลดลง, ประเด็นทางการเมือง
ในขณะที่ตลาดรถหรูหงส์หรา แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกกลับเผชิญกับภาวะชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะยังคงมีการเติบโต แต่ก็ไม่ร้อนแรงเท่าในช่วงหลายปีก่อน
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาด EV:
การรุกคืบของแบรนด์รถจีน: แบรนด์รถยนต์จากจีนได้ยกระดับคุณภาพและนำเสนอรถยนต์ EV ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงกับค่ายรถยนต์ดั้งเดิมจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนของรัฐ: หลายประเทศเริ่มทยอยยกเลิกหรือลดมาตรการอุดหนุนการซื้อรถยนต์ EV ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงก่อนหน้า ทำให้ราคารถ EV โดยเฉลี่ยสูงขึ้น
ประเด็นทางการเมืองและสังคม: รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองในหลายประเทศ นโยบายด้านพลังงาน ทรัพยากร และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเกิดความลังเล
ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน: แม้จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานีชาร์จ EV ยังคงไม่ครอบคลุมเพียงพอในหลายพื้นที่ ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนยังคงกังวลเรื่องความสะดวกในการเดินทางระยะไกล
ปีแห่งมรสุม: Tesla และ Porsche เผชิญความท้าทายครั้งใหญ่
ปี 2025 ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับสองแบรนด์รถยนต์ที่เคยโดดเด่นอย่าง Tesla และ Porsche
Tesla: เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ที่น่าสังเกตคือ กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายถึงขั้นต้องติดสติกเกอร์แก้ตัวท้ายรถ แสดงถึงความไม่ลงรอยระหว่างภาพลักษณ์ของแบรนด์กับบุคคลผู้บริหาร
Porsche: ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด ปัญหาหลักมาจากสถานะทางการเงินที่สั่นคลอน ประกอบกับรถยนต์ EV รุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แม้จะทุ่มงบการตลาดมหาศาลเพื่อโปรโมท
ผลจากสถานการณ์ดังกล่าว Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี (DAX) หลังปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร
นอกจากนี้ ลูกค้าประจำของ Porsche เริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการนำระบบดิจิทัลเข้ามาในห้องโดยสารมากเกินไป จนสูญเสีย “จิตวิญญาณ” ของความเป็น Porsche ไป ส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่
Ferrari: ผงาดเหนือคู่แข่ง, กุญแจสู่ความสำเร็จที่แตกต่าง
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังเผชิญกับปัญหา Ferrari กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม บริษัทสามารถรักษาระดับกำไร (Profit Margin) ที่สูงอย่างต่อเนื่อง และมียอดจองรถยนต์ล้นหลามจนเต็มไปถึงปี 2027
กุญแจสำคัญที่ทำให้ Ferrari ประสบความสำเร็จ:
พึ่งพาตลาดจีนน้อย: Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศจีน
กลยุทธ์ EV ที่รอบคอบ: การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเป้าหมายการขาย EV เพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคารถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
ความภักดีของลูกค้า: แม้ราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความภักดีในแบรนด์และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตา: รุ่นใหม่อย่าง “Amalfi” กำลังเป็นที่จับตามอง และคาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบัลลังก์ของม้าลำพองต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: การแข่งขันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้ามาของสองยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ในสังเวียน Formula 1
Cadillac: การเข้าสู่ F1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็น “รถสำหรับวัยค่อนคน” การเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ เป็นการบ่งชี้ถึงความตั้งใจที่จะดึงดูดฐานลูกค้าที่อายุน้อยลง และใช้ประโยชน์จากความนิยมของ F1 ที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อผลักดันแบรนด์ให้เทียบชั้นกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าสู่ F1 ด้วยการเข้าซื้อกิจการทีม Sauber ซึ่งจะช่วยปลุกกระแสให้กับแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต และมีศักยภาพที่จะสร้างผลงานที่น่าประทับใจตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำยุคที่เคยจัดแสดงในงาน Milan Design Week ซึ่งคาดว่าจะเป็นพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของตำนานอย่าง Audi TT และ R8
บทสรุปสำหรับอนาคต:
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ยังคงดูร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเมนต์ที่เน้นสมรรถนะ ประสบการณ์การขับขี่ และความเป็นเอกลักษณ์
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์แห่งเครื่องยนต์ กลไกอันซับซ้อน และความหรูหราที่เหนือระดับ หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในยานยนต์ระดับพรีเมียม นี่คือช่วงเวลาที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
เตรียมพบกับนวัตกรรมใหม่ๆ และการแข่งขันที่เข้มข้นในโลกยานยนต์ แล้วคุณจะพลาดได้อย่างไร?

