สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69” ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่และนโยบายพรรคการเมืองที่คนไทยให้ความสำคัญ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน
โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชนในการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทย
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 5 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 8 – 11 ม.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. ประชาชนกว่า 1 ใน 4 ยังไม่เห็น “ตัวเลือกที่ใช่” ที่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้จริง
• สูงที่สุด 26.2% ระบุว่า ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม
• รองลงมา คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน (18.8%)
• นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย (16.9%)
• ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย (10.9%)
• นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ (10.2%)
คะแนน “นำ” ยังไม่ทิ้งห่าง แต่ “ยังไม่เห็นคนที่ใช่” สูงสุด ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสะท้อน “ความลังเล” แต่คือ ช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับผู้นำทางการเมือง มากกว่าปัญหาขาดตัวบุคคล
ยานยนต์ปี 2025: เมื่อซูเปอร์คาร์ยังคงเฟื่องฟู ตลาด EV เผชิญความท้าทาย และ F1 ส่อแววเดือด
บทสรุปภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2025 และการคาดการณ์ทิศทางปี 2026
ปี 2025 ถือเป็นปีที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ในขณะที่หลายค่ายรถเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การแข่งขันที่ดุเดือดของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการเข้ามาของแบรนด์จากประเทศจีนที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มรถยนต์ซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรูระดับพรีเมียมกลับยังคงเติบโตอย่างน่าอัศจรรย์ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดในปี 2025 และมองไปข้างหน้าถึงแนวโน้มที่น่าสนใจในปี 2026 ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้น
2025: ปีทองของเหล่าม้าลำพองและสมรรถนะสูง
หากมองย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน หลายคนอาจคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์กำลังจะถึงจุดอิ่มตัว แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวกลับผิดถนัดในปี 2025 นี้ แบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงระดับตำนานอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ต่างมียอดจองล้นหลามจนส่งมอบรถได้ไม่ทันตามความต้องการ ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่อันเหนือชั้น ยังคงพร้อมทุ่มทุนเพื่อครอบครองยนตรกรรมที่เปี่ยมด้วยพละกำลัง ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีล้ำสมัย
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นสวนทางกับภาพรวมของตลาดรถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลก แม้จะยังคงเติบโต แต่ก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากหลายประการ เช่น การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์รถยนต์จีนที่มีคุณภาพดีและราคาที่เข้าถึงง่าย การสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า
ตลาดรถยนต์หรู: สวนกระแส เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ในขณะที่ตลาดโดยรวมเผชิญความท้าทาย ตลาดรถยนต์หรูระดับไฮเอนด์กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ได้พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีตัวเลขเฉลี่ยสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งและความต้องการรถยนต์ที่มอบประสบการณ์พิเศษ
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่แบบดั้งเดิม พวกเขามองหาการควบคุมรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบและความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับเครื่องยนต์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการปรับแต่งให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าของ ก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ที่ไม่เพียงแต่หรูหรา แต่ยังสามารถบ่งบอกถึงตัวตนและรสนิยมได้อย่างชัดเจน
Porsche และ Tesla: ปีแห่งความยากลำบากและบททดสอบครั้งใหญ่
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ Porsche และ Tesla เผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง
Porsche: แบรนด์รถสปอร์ตหรูสัญชาติเยอรมันประสบปัญหาสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างหนักหน่วง ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ที่ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการตลาด โดยการจ้างดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาร่วมงานก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทต้องปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และประสบกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีตัวเลขขาดทุนถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อกลุ่มลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการใส่ออปชันระบบดิจิทัลในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้รถยนต์ขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ที่เคยสัมผัส
เพื่อแก้ไขวิกฤตดังกล่าว Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป ซึ่งต้องจับตามองว่าเขาจะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์และนำพา Porsche กลับสู่เส้นทางที่แข็งแกร่งได้หรือไม่
Tesla: ในส่วนของ Tesla แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ก็เผชิญกับปีที่ยากลำบากไม่แพ้กัน ยอดขายและอัตรากำไรทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายไปอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูรถยนต์ที่ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสการต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ที่ด้านท้ายรถเพื่อแสดงความรู้สึกว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะทราบถึงพฤติกรรมของ Elon Musk” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และยอดขายของ Tesla ในปี 2025
Ferrari: ความสำเร็จที่เหนือกว่าคู่แข่ง
ในขณะที่คู่แข่งต่างประสบปัญหา Ferrari กลับสามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ได้ในระดับที่น่าประทับใจ โดยมียอดจองรถยนต์ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2027 ซึ่งทำให้แบรนด์ Ferrari ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin แบบไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญของความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ประกอบกับการตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถยนต์ EV เป็นเพียง 20% ภายในปี 2030 สิ่งนี้ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์และมูลค่าของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อแบรนด์และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ รุ่นใหม่ๆ อย่าง “Amalfi” ที่กำลังจะเปิดตัวก็เป็นที่จับตามองอย่างมาก ทำให้บัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงต่อไปในอนาคตอันใกล้
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 วงการยานยนต์ทั่วโลกกำลังจับตาการเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่จะสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์และกลยุทธ์ทางการตลาดของทั้งสองแบรนด์
Cadillac: การเข้าแข่งขัน Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลบภาพลักษณ์ “รถยนต์สำหรับผู้สูงวัย” ของ Cadillac ออกไป ด้วยการเลือกนักแข่งระดับแม่เหล็กอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เข้ามาร่วมทีม เพื่อสร้างกระแสและดึงดูดความสนใจจากกลุ่มแฟนมอเตอร์สปอร์ต โดยหวังใช้ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: ในขณะที่ Cadillac เน้นการสร้างทีมใหม่ Audi เตรียมเข้าสู่ F1 ด้วยการเข้าซื้อทีม Sauber ซึ่งเป็นทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต การควบรวมนี้มีเป้าหมายเพื่อปลุกกระแสให้กับแบรนด์ Audi ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์การแข่งขันรถยนต์ที่ยาวนานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่ได้เปิดตัวไปในงาน Milan Design Week แนวคิดการออกแบบนี้จะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi TT และ R8 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางในอนาคตของแบรนด์
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์และกลุ่มซูเปอร์คาร์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไป ตลาดรถยนต์หรูยังคงมีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเน้นที่ประสบการณ์การขับขี่ สมรรถนะ และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในขณะที่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวและหาจุดสมดุลที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง
อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์
ปี 2025 เป็นปีที่แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในขณะที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า กำลังเผชิญกับความท้าทาย ตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถยนต์หรูยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง การเข้าสู่ Formula 1 ของ Audi และ Cadillac ในปี 2026 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการแข่งขันและการพัฒนานวัตกรรมในวงการรถยนต์ระดับสูง
หากคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และนวัตกรรมยานยนต์ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งใหม่ในโลกของยานยนต์ที่กำลังจะมาถึง!

