หมุนเวียนจากประชาชนจำนวนมาก เมื่อเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งปี 69 นโยบายที่เกี่ยวข้องกับ “หวย” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมือง ทั้งในมิติการแก้ปัญหาสังคม การออมเงิน และการจัดการรายได้ของรัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ของนโยบายเหล่านี้อย่างรอบด้าน
Thai PBS Verify จึงรวบรวมและตรวจสอบนโยบายเกี่ยวกับ “หวย” ของพรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย และพรรคประชาชน ว่าแต่ละนโยบายมีที่มา หลักคิด และความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงแค่ไหน ก่อนตัดสินใจเชิงนโยบายในคูหาเลือกตั้ง
หวยเกษียณและพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่เริ่มผลักดันแนวคิด “หวยเกษียณ” มาตั้งแต่สมัยการเลือกตั้งทั่วไปปี 66 ซึ่งอยู่ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยนำโดย แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นแกนนำรัฐบาลร่วมกับพรรคอื่น ๆ หลังจากชนะเลือกตั้งครั้งนั้น แนวคิดนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบของ สลากกองทุนการออมแห่งชาติ (สลาก กอช.) หรือ “หวยเกษียณ” โดยมีวัตถุประสงค์ให้การซื้อหวยไม่ใช่แค่การลุ้นรางวัล แต่เงินที่ซื้อจะกลายเป็นเงินออมสำหรับยามเกษียณ
ในรัฐบาลชุด แพทองธาร ชินวัตร นโยบายนี้เริ่มมีการผลักดันผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างจริงจังโดย ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล ซึ่งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลแพทองธาร เป็นผู้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกองทุนการออมแห่งชาติให้รองรับ “หวยเกษียณ” มากขึ้น
ร่างกฎหมายนี้ได้รับการพิจารณาและผ่านความเห็นชอบในสภาในวาระที่ 1 และต่อเนื่องไปยังวาระต่าง ๆ โดยวุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงสูง ทำให้กระบวนการทางกฎหมายเดินหน้าเพื่อเปิดให้ “หวยเกษียณ” เป็นสลากที่สามารถจำหน่ายและใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมได้จริงในอนาคต
การนำ “หวยเกษียณ” กลับมาอยู่ในชุดนโยบายสำหรับการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 จึงสะท้อนถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการยืนยันบทบาทผู้ริเริ่มนโยบายนี้ และใช้ผลงานเดิมเป็นฐานสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อชี้ให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวสามารถเดินหน้าต่อได้จริง หากได้รับโอกาสกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง
หวยเกษียณมาได้อย่างไร ?
โครงการ “หวยเกษียณ” หรือสลากสะสมทรัพย์เพื่อออมยามเกษียณ เป็นนโยบายของกระทรวงการคลังและกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่คณะรัฐมนตรี(พรรคเพื่อไทย)เห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 67
โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการออมระยะยาวของแรงงานนอกระบบ ผู้ประกันตนมาตรา 40 สมาชิก กอช. และประชาชนทั่วไป ผ่านการใช้ “การลุ้นโชค” เป็นแรงจูงใจ ภายใต้แนวคิดว่าเงินไม่สูญแต่ถูกเปลี่ยนเป็นเงินออม
โครงการกำหนดให้จำหน่ายสลากดิจิทัลใบละ 50 บาท ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ออกรางวัลทุกสัปดาห์ รางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท โดยเงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะถูกสะสมเป็นเงินออมรายบุคคล แยกบัญชีจากระบบออมเดิมของ กอช. และได้รับคืนพร้อมผลตอบแทนเมื่ออายุครบ 60 ปี หรือในกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือเสียสัญชาติไทย ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี สามารถซื้อได้และจะได้รับเงินคืนเมื่อครบ 5 ปีนับจากวันที่ซื้อครั้งแรก
ทั้งนี้ แม้ไม่ถูกรางวัล หากออมเต็มเพดานเดือนละ 3,000 บาทต่อเนื่องตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี ก็มีโอกาสสะสมเงินออมระดับหลักล้านได้ในอนาคต โครงการเดิมคาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2568 แต่ต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 เพื่อเปิดทางให้ กอช. มีอำนาจออกและจำหน่ายสลาก ต่อมาราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 ซึ่งมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 60 วัน
โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับแก้ไขครอบคลุมการเพิ่มนิยาม “สลาก กอช.” “ผู้ออมทรัพย์” และ “เงินออมทรัพย์” การขยายวัตถุประสงค์ อำนาจ และบทบาทของ กอช. ให้สามารถออกและขายสลากออมทรัพย์เพื่อการดำรงชีพในยามชราภาพ กำหนดวิธีการขาย การชำระเงิน การจ่ายรางวัล สิทธิประโยชน์ของผู้ออมทรัพย์ รวมถึงการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบคุ้มครองเงินต้นและการลงทุนความเสี่ยงต่ำ
ส่งผลให้ กอช. เตรียมเปิดจำหน่ายหวยเกษียณอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน กอช. ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักในการสมัครและซื้อสลาก เงินรางวัลโอนเข้าพร้อมเพย์ทันที
ขณะที่ในเชิงนโยบาย รัฐบาลมองว่าหวยเกษียณเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงความยากจนในวัยชรา รองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย และช่วยลดภาระงบประมาณด้านผู้สูงอายุในระยะยาว
สถานการณ์หวยเกษียณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการหวยเกษียณอยู่ในขั้นที่กฎหมายแม่บทมีผลบังคับใช้แล้ว โดยพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 และมีผลตั้งแต่เดือนม.ค. 69
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูก (กฎกระทรวง) อีกประมาณ 1–2 ฉบับ เพื่อกำหนดรายละเอียดทางเทคนิค เช่น วิธีการออกรางวัลและการจัดสรรงบประมาณเงินรางวัล ส่งผลให้ไทม์ไลน์เปิดจำหน่ายซึ่งเดิมตั้งเป้าเดือนม.ค. 69 ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากการยุบสภาและเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งปลายปี 68 ต่อเนื่องต้นปี 69
โดยฝ่ายนโยบายและ กอช. ประเมินใหม่ว่าหากจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้เรียบร้อย จะสามารถเปิดจำหน่ายงวดแรกได้ภายในไตรมาสที่ 1 หรือไม่เกินกลางปี 2569 ขณะที่ด้านระบบดิจิทัลมีความพร้อมสูง โดยแอปพลิเคชัน กอช. พัฒนาแล้วกว่า 95% และเตรียมเชื่อมต่อทั้งช่องทางออนไลน์ เช่น แอปทางรัฐ TrueMoney ShopeePay myAIS รวมถึงช่องทางออฟไลน์อย่างเคาน์เตอร์เซอร์วิส บิ๊กซี โลตัส และตู้บุญเติม ซึ่งได้ลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 17 แห่งแล้ว

ปี 2025: ซูเปอร์คาร์ยังคงครองบัลลังก์ ตลาด EV เผชิญความท้าทาย ทิศทางปี 2026 เดิมพันครั้งใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต
บทนำ
ปี 2025 ถือเป็นปีที่พลิกผันของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เคยถูกคาดหวังว่าจะครองตลาด กลับเผชิญกับความชะลอตัวและการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์รถจีน ในทางกลับกัน ตลาดซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรู กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่ยังคงไม่เสื่อมคลาย บทความนี้จะเจาะลึกสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2025 โดยเน้นที่กลุ่มซูเปอร์คาร์ ตลาด EV แบรนด์ที่กำลังเผชิญความท้าทาย และทิศทางที่น่าสนใจในปี 2026 โดยเฉพาะการเข้าสู่สนาม Formula 1 ของ Audi และ Cadillac
ปี 2025: ปีทองของซูเปอร์คาร์ สวนทางตลาด EV
ใครจะคาดคิดว่าในยุคที่เทคโนโลยี EV กำลังมาแรง ตลาดซูเปอร์คาร์จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2025 แบรนด์อย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Lamborghini ต่างกวาดยอดจองกันอย่างต่อเนื่อง ยาวข้ามปี สะท้อนถึงความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่ยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มองเพียงแค่การเดินทาง แต่ยังรวมถึงประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษ ความเป็นเอกลักษณ์ และสถานะทางสังคมที่รถยนต์เหล่านี้มอบให้
ในทางตรงกันข้าม ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก กลับเผชิญกับความชะลอตัวที่น่ากังวลกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้เกิดสถานการณ์นี้ ประการแรกคือ การแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์รถยนต์จีน ซึ่งนำเสนอรถยนต์ EV คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่ากว่าเดิม ประการที่สองคือ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ ในหลายประเทศ ทำให้ราคาขายรถ EV ปรับสูงขึ้น และอาจไม่จูงใจเท่าที่ควรในช่วงที่ผ่านมา ประการสุดท้ายคือ ประเด็นทางการเมืองและสังคม ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในบางครอบครัว ทำให้การตัดสินใจซื้อมีความซับซ้อนมากขึ้น
ตลาดรถยนต์ Luxury: เติบโตสวนกระแส และความต้องการขับขี่แบบดั้งเดิม
ปี 2025 เป็นปีที่ตลาดรถยนต์ Luxury เติบโตอย่างโดดเด่น เห็นได้จากราคาเฉลี่ยของรถใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกาที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่ามากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์กระปุก” กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม การควบคุมรถด้วยตนเอง และความรู้สึกเชื่อมโยงกับเครื่องยนต์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ กระแสการสั่งผลิตรถแบบ Customization ก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการรถยนต์ที่สะท้อนตัวตน ความชอบ และไลฟ์สไตล์ของตนเองอย่างแท้จริง การสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดรถยนต์ Luxury ยังคงน่าสนใจ
ปี 2025: มรสุมของ Tesla และ Porsche
สำหรับ Tesla ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายอย่างแท้จริง ยอดขายและกำไรทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายไปอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับคดีความเกี่ยวกับระบบประตูที่ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้านซีอีโอ Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ท้ายรถเพื่อแก้ตัวว่า “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจและข้อกังวลเกี่ยวกับบุคลิกและพฤติกรรมของผู้บริหารสูงสุด ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และยอดขายของแบรนด์
ในขณะที่ Tesla ยังคงเผชิญปัญหา Porsche กลับเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงิน และการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แม้จะทุ่มงบการตลาดมหาศาลและดึงดาราฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบจากการดำเนินงานที่น่าผิดหวัง ส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้งติดต่อกัน หุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจกับราคาขายที่สูงเกินจริง และการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในห้องโดยสารมากเกินไป จนอาจทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ บริษัทได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2026 เพื่อนำพา Porsche ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้
Ferrari: ม้าลำพองผงาดเหนือคู่แข่ง
ในขณะที่คู่แข่งต่างประสบปัญหา Ferrari กลับสามารถรักษาความแข็งแกร่งและทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในตลาดซูเปอร์คาร์ บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ได้ในระดับที่น่าประทับใจ และมียอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin แบบไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ประกอบกับการตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยปรับเป้าหมายการขายรถ EV ให้เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 กลยุทธ์นี้ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคารถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความภักดีต่อแบรนด์และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ และรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าบัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์จะจับจ้องไปที่การแข่งขันในสนาม Formula 1 ที่จะมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เมื่อแบรนด์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ในการพลิกภาพลักษณ์จากแบรนด์ที่มักถูกมองว่า “สำหรับวัยค่อนคน” ไปสู่แบรนด์ที่ทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น การเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะดึงดูดความสนใจและกระแสจากผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งความนิยมใน Formula 1 กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Cadillac หวังใช้เวทีนี้ยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าสู่วงการ Formula 1 ด้วยการเทคโอเวอร์ทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความคึกคักให้กับแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตยาวนานกว่าศตวรรษ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมปล่อยรถต้นแบบ “Concept C” ซึ่งเป็นดีไซน์ล้ำยุคที่ได้เปิดตัวไปในงาน Milan Design Week รถคันนี้จะเป็นต้นแบบและพิมพ์เขียวของ Audi ยุคใหม่ ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นดังในตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน การแข่งขันที่ดุเดือดในสนาม Formula 1 จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างกระแสและความน่าสนใจให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก
บทสรุปและทิศทางสำหรับอนาคต
ปี 2025 เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าตลาดซูเปอร์คาร์และรถยนต์ Luxury ยังคงมีศักยภาพและเป็นที่ต้องการอย่างสูง ในขณะที่ตลาด EV กำลังเผชิญความท้าทายที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน การแข่งขันที่เข้มข้นในทุกเซกเมนต์ รวมถึงการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ๆ และการแข่งขันในสังเวียนมอเตอร์สปอร์ต จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษ หรือต้องการจับจองสุดยอดยนตรกรรมที่สะท้อนตัวตนและความสำเร็จของคุณ ช่วงเวลานี้คือโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด การเลือกยานยนต์ที่ใช่ ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่คือการลงทุนในไลฟ์สไตล์และภาพลักษณ์ของคุณเอง หากคุณพร้อมแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในโลกยานยนต์ อย่ารอช้าที่จะสำรวจและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตรงใจคุณที่สุดในวันนี้

