วันที่ 20 มกราคม 2569 มีรายงานว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9 – 14 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดสงขลา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ นิด้าโพล สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95.0
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเชียงใหม่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 31.40 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
อันดับ 2 ร้อยละ 19.40 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 3 ร้อยละ 15.65 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
อันดับ 4 ร้อยละ 12.09 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
อันดับ 5 ร้อยละ 4.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 6 ร้อยละ 3.66 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
อันดับ 7 ร้อยละ 3.19 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 8 ร้อยละ 2.53 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
อันดับ 9 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)
อันดับ 10 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
และร้อยละ 5.15 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) นางสาวกชพร เวโรจน์ (พรรคก้าวอิสระ) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นายแพทย์ไกร ดาบธรรม (พรรคเพื่อไทย) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
สำหรับพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 31.68 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 13.50 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.15 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 2.81 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
และร้อยละ 3.75 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคโอกาสใหม่ พรรคก้าวอิสระ พรรคไทยภักดี พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 30.08 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 14.06 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.25 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 3.09 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
อันดับ 8 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
อันดับ 9 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น พรรคไทยก้าวใหม่
ร้อยละ 1.88 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคก้าวอิสระ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคปวงชนไทย พรรคพลวัต พรรคพลังประชารัฐ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่จังหวัดเชียงใหม่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 46.95 เป็นเพศชาย และร้อยละ 53.05 เป็นเพศหญิง
ตัวอย่าง ร้อยละ 10.03 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.71 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.62 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 23.15 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 31.49 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 97.28 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.09 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 2.63 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
ตัวอย่าง ร้อยละ 35.33 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.23 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 1.69 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 24.74 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 28.40 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.08 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.37 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.72 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
ตัวอย่าง ร้อยละ 8.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.12 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.21 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.97 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 18.84 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.40 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.31 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
ตัวอย่าง ร้อยละ 19.97 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 18.93 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 30.18 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.12 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.28 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.12 ไม่ระบุรายได้
ยานยนต์ปี 2025: ซูเปอร์คาร์เฟื่องฟู EV ชะลอตัว F1 เดิมพันใหม่
ปี 2025 เป็นปีแห่งความโดดเด่นอย่างแท้จริงสำหรับกลุ่มซูเปอร์คาร์ โดยแบรนด์ระดับโลกอย่าง Ferrari, Bugatti, และ Pagani ต่างมียอดจองล้นหลามจนส่งมอบกันข้ามปี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่ลดลงสำหรับยนตรกรรมสมรรถนะสูง ท่ามกลางภาวะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ทั่วไปที่เผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายรถยนต์สัญชาติจีน
ในขณะเดียวกัน แบรนด์ใหญ่อย่าง Porsche และ Tesla กลับประสบปีที่ยากลำบาก Porsche เผชิญปัญหาด้านสถานะทางการเงินอย่างรุนแรงถึงขั้นถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี ส่วน Tesla สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง และต้องรับมือกับกระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และยอดขาย
สำหรับทิศทางในปี 2026 การแข่งขันจะย้ายไปสู่สนาม Formula 1 เมื่อ Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อพลิกฟื้นภาพลักษณ์แบรนด์ สร้างความแข็งแกร่ง และดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ผ่านพลังของกีฬาความเร็ว
ความเฟื่องฟูของตลาด Luxury Car สวนทางกับกระแสหลัก
หากมองย้อนกลับไปในช่วงปี 2019 หลายคนอาจตั้งคำถามถึงจุดอิ่มตัวของตลาด “ซูเปอร์คาร์” แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2025 สมมติฐานดังกล่าวกลับไม่เป็นความจริง ในทางตรงกันข้าม ปี 2025 ได้พิสูจน์แล้วว่าคือ “ปีทองของซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari, หรือ Lamborghini ต่างไม่พบเพดานจำกัดสำหรับความต้องการในกลุ่มยานยนต์สมรรถนะสูง
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมกำลังประสบปัญหาจากปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน เช่น กำแพงภาษี, ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัว, และการเข้ามาแข่งขันอย่างหนักหน่วงของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน แบรนด์หรูเหล่านี้กลับสามารถสร้างผลกำไรมหาศาล พร้อมด้วยยอดจองที่ยาวเหยียด จนลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปี
ข้อมูลจากตลาดสหรัฐอเมริกาบ่งชี้ว่า ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในกลุ่ม Luxury Car พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่ามากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สิ่งที่น่าสนใจคือ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงอีกครั้งในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ การสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน แม้ตลาดรถยนต์ EV ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโต แต่ก็แผ่วลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ผู้ผลิตรายใหญ่หลายราย เช่น Audi, Ford, GM, และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการแข่งขันของ “รถ EV สัญชาติจีน” ที่มาพร้อมคุณภาพที่น่าประทับใจและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบ ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและมีการถกเถียงกันในหลายครอบครัว
ปี 2025: พายุลูกใหญ่ของ Tesla และ Porsche
ปี 2025 ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับ Tesla โดยบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาทั้งในด้านยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก รวมถึงการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ Tesla ยังต้องรับมือกับคดีความเกี่ยวกับระบบประตูรถยนต์ที่เกิดการขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ประชดประชันที่ท้ายรถว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ CEO มีต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
สำหรับ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านสถานะทางการเงิน และการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้จะทุ่มงบประมาณการตลาดจำนวนมากเพื่อจ้างดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทต้องปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการใส่ระบบดิจิทัลในห้องโดยสารที่มากเกินไป จนทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters จะเข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นไป
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งกำลังเผชิญกับอุปสรรค Ferrari กลับสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด โดยบริษัทยังคงรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยยอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ซึ่งทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างขาดลอย
กุญแจสำคัญที่ทำให้ Ferrari ประสบความสำเร็จมาจากหลายปัจจัย ประการแรก Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเท่าที่ควร ประการที่สอง การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (ปรับลดเป้าหมายการขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030) ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคารถยนต์มือสองให้มีเสถียรภาพ ไม่ตกต่ำเหมือนกับ Porsche Taycan
แม้ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่มากกว่า 80% ของลูกค้าเก่าก็ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ และรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่าบัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับทิศทางในปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่ Audi และ Cadillac ซึ่งเตรียมเข้าร่วมสมรภูมิ Formula 1 อย่างเต็มตัว
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ในการที่จะลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยกลางคน” โดยการเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เข้ามาร่วมทีม เพื่อสร้างกระแสความนิยม และหวังใช้พลังของ F1 ที่กำลังเติบโตอย่างมากในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมากกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน F1
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบที่มีการออกแบบล้ำสมัย และได้รับการจัดแสดงในงาน Milan Design Week รถต้นแบบคันนี้จะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญของ Audi ยุคใหม่ โดยจะผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์จึงดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในความเร็ว นวัตกรรม และความหรูหรา ไม่ควรพลาดโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากสุดยอดยนตรกรรมเหล่านี้ หรือหากกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างงดงามในตลาดรถยนต์ระดับบน การติดตามเทรนด์และโอกาสในปี 2026 คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ อย่ารอช้า!

