กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลังจากที่ “ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์” โพสต์สตอรี่สั้นๆ ว่า “เสร่อ” (สะเหล่อ) จนทำชาวเน็ตแห่ใส่ใจ ว่าเจ้าตัวด่าใคร ล่าสุดในงานแถลงข่าวเปิดตัวมิวสิกมาร์เก็ตติ้งแคมเปญ “CLICK บูสต์ผิว – The New Era of Restylane SKINBOOSTERS” ปันปันเปิดใจเคลียร์ทุกประเด็น พร้อมยอมรับตอนนี้หัวใจเป็นสีชมพู โกอินเตอร์ไปแล้วจ้า
“คือปันก็ลงไปโดยไม่ได้คิดว่าจะมีคนสนใจขนาดนี้ คือลงแค่คำเดียว เดี๋ยวนี้สื่อโซเชียลก็มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน คือวันนั้นเม้าธ์กับเพื่อนแล้วมันปาก หมั่นไส้ รู้สึกคันมือ จะต้องทำอะไรสักอย่าง ปันไม่ได้ลงอะไรแบบนี้มานานมาก(ลากเสียงยาว)แล้ว ก็ขอสักหน่อยแล้วกัน มันหงุดหงิดก็เลยลงด้วยความที่คิดว่าคงไม่มีใครสนใจ
คือเขาไม่ใช่คนในวงการ ไม่มีใครรู้จักเลย แล้วเขาก็ไม่น่าจะรู้ตัวด้วย ไม่ต้องโยงค่ะไม่เกี่ยวอะไรกับคนในวงการ ไม่ต้องขนลุกใดๆ ไม่ได้ว่าใคร เป็นคนนอกวงการที่พูดอะไรแล้วมันขัดหูปัน ก็ฟีลเพื่อนผู้หญิงเม้าธ์กัน ด้วยความหงุดหงิด มันก็ผ่านไปแล้ว
ส่วนภาค 2 ก็คือเราคิดว่ามันไม่เกิดอะไรขึ้นแล้ว เราก็ลงสตอรี่ของเราปกติ แต่มันก็มีความเด้งขึ้นมา เราโอ้ยยยย ยังไม่หยุดอีก ปันก็เลยลงด้วยความพลั้งมืออีกครั้งโดยที่คิดว่าไม่มีใครสนใจ”
พ่อแม่ยังทักมาถาม ด่าใคร
“ไปไหนมาไหนก็มีแต่ความถามว่าว่าใคร คนแรกที่ทักมาเลยคือคุณพ่อ ด่าใคร แม่ก็ส่งข้อความมาเกิดอะไรขึ้นลูก พี่ชายทักมาออฟฟิศทุกคนถามกันหมดแล้วว่าด่าใคร ต้องบอกเขาว่าไม่ใช่คนที่ใครจะรู้จัก ก็เล่าเรื่องให้เขาฟัง เขาก็เออๆๆ เราลงเราก็คิดว่าเขาไม่เห็นหรอก แล้วเขาก็ไม่รู้ตัวด้วย ช่างมันเถอะ ปีใหม่แล้วให้มันจบๆ ไป”
แค่ระบาย แต่ผ่านไปแล้ว
“ก็คัมแบ็กก็ได้ค่ะ แต่มันก็ผ่านไปแล้วไง เพื่อนทักมาเยอะเลย ก็บอกตามนั้นแหละ เป็นแค่งานระบาย ไม่มีเกาเหลาค่ะ”
หัวใจเป็นสีชมพู โกอินเตอร์แล้ว รักครั้งนี้ไปช้าๆ ไม่หวือหวา
“ก็ปกติเหมือนเดิม ยังอยู่แบบไม่เปิดอะไร เราอยู่แบบเงียบๆ อยู่แบบยาวๆ ไม่ค่อยเปลี่ยน (หวานใจคนนี้เป็นคนต่างชาติ?)ว้าย! ใครพูด ผิดคนไหม (มีคนเห็นไปวิ่งด้วยกัน?) ว้าย! นี่ก็ใส่หมวกแล้วนะ ใส่ปิดหน้าแล้วนะ จะใส่มาสก์ก็หายใจไม่ออก ก็ใช่ค่ะ โกอินเตอร์แล้วแม่ ก็ไปไหนมาไหนปกติเลย แค่เราไม่ได้ลงโซเชียล ก็ฟีลๆ รู้จักกันมานานแล้ว เป็นเพื่อนกันมาเป็น 10 ปีแล้ว รู้จักกันมานานแล้ว อยู่แบบนี้สบายใจกว่า เขาไม่ได้โซเชียลจ๋า เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องเปิดอะไร ก็อยู่กันมาสักพักนึงแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้ว มันก็โอเค ไปช้าๆ ไม่ได้หวือวาอะไร ถ้าใครเห็นก็ไม่ได้ปฎิเสธ”
สถานะให้เขียนกันเอาเอง
“ไปเขียนกันเอาเองแล้วแต่จะนิยามยังไง เพราะมันไม่ได้ออกมาจากปากเรา ถ้าให้รีวิวเขา คิดว่ามันก็มีเรื่องให้ต้องปรับจูนกันเยอะมากเหมือนกันเนื่องจากมันมาจากคนละชนชาติ คนละแผ่นดินกันเลย ภาษาไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ จะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม เราคนไทยก็ชินกับวัฒนธรรมแบบนี้ ก็จะต้องมีการปรับจูนกัน แต่พวกเราไปกันช้ามากๆ ชิลๆ ไม่มีการกดดันอะไรเลย มันคือเพื่อนกัน อายุห่างกันไม่เยอะมาก เป็นกลุ่มเพื่อนเดียวกัน สนิทกัน อยู่ใกล้กัน เจอกันบ่อย คุยกันรู้เรื่อง มีความสนใจ ชอบอะไรคล้ายกัน ส่วนโอกาสมีรูปเขา ไม่ได้ลงเลย ถ้าวิ่งตามสวนอาจจะได้เจอ ชอบไปวิ่งที่สวน”
ปี 2025: ทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ – ความท้าทายและการผงาดของซูเปอร์คาร์
ในโลกของยานยนต์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจคาดไม่ถึงหลายประการ สำหรับผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในวงการยานยนต์มาอย่างใกล้ชิด คงจะสังเกตเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมาไม่ใช่ปีที่ราบรื่นสำหรับทุกแบรนด์ แต่กลับเป็นปีที่ซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรูได้แสดงศักยภาพที่เหนือความคาดหมาย สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ทั่วไปที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ซูเปอร์คาร์: ปีทองที่ไร้ขีดจำกัด
หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงก่อนปี 2020 หลายคนอาจตั้งคำถามถึงอนาคตของซูเปอร์คาร์ ว่าจะยังคงมีพื้นที่ยืนในตลาดได้หรือไม่ ท่ามกลางกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรง แต่เมื่อมองภาพรวมของปี 2025 สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ปี 2025 อาจถูกจารึกให้เป็น “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง แบรนด์ที่เคยเป็นเพียงฝันของใครหลายคนอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini กลับกลายเป็นดาวเด่นในตลาด
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากกำแพงภาษี, ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์, หรือการรุกคืบของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนที่นำเสนอรถยนต์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงง่าย แบรนด์ซูเปอร์คาร์เหล่านี้กลับสามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม พร้อมกับยอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปี สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่มีเพดานสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง ที่มอบประสบการณ์การขับขี่และความรู้สึกพิเศษเหนือใคร
ตลาดรถหรู: เติบโตสวนกระแส ควบคู่ไปกับกระแส “ขับเอง”
ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 ถือว่ามีการเติบโตที่น่าประทับใจ ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ได้พุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีราคาสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่ยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มผู้บริโภคระดับบน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในปีนี้คือ “เกียร์กระปุก” ได้กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่ลูกค้ากลุ่มกระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม การควบคุมรถด้วยตนเองอย่างเต็มที่ และการสัมผัสถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการปรับแต่งรถยนต์ให้สะท้อนความเป็นตัวตนของเจ้าของ ก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้าต้องการรถยนต์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกทางบุคลิกภาพและรสนิยม
ความท้าทายของรถยนต์ไฟฟ้า (EV): การแข่งขันที่เข้มข้นและการปรับตัวของตลาด
ในทางตรงกันข้าม แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็ชะลอตัวลงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการรุกคืบของ “รถยนต์ EV จากประเทศจีน” ที่นำเสนอรถยนต์คุณภาพสูง ดีไซน์ทันสมัย และที่สำคัญคือราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่ามากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาด EV ในปี 2025 ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ ซึ่งทำให้ราคารถยนต์ EV สูงขึ้น และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในหลายครอบครัว ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนยังคงลังเลที่จะตัดสินใจซื้อ ทำให้การแข่งขันในตลาด EV ดุเดือดและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
Tesla และ Porsche: ปีแห่งมรสุมที่ต้องเผชิญ
สำหรับ Tesla ในปี 2025 ถือเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายอย่างแท้จริง ทั้งในด้านยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหายไป นอกจากนี้ Tesla ยังต้องเผชิญกับประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ที่น่าสนใจคือ กระแสการต่อต้านซีอีโอ Elon Musk ได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายเลือกติดสติกเกอร์ประชดประชันที่ท้ายรถ เช่น “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของบุคลิกภาพของผู้นำที่มีต่อภาพลักษณ์และยอดขายของแบรนด์
ในขณะที่ Porsche แบรนด์รถสปอร์ตหรูจากเยอรมนี กลับเผชิญกับปีที่ยากลำบากอย่างยิ่ง สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงิน และความผิดหวังจากยอดขายของรถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ที่ไม่สามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาดและดึงดูดดาราฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรง Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง มูลค่าหุ้นของบริษัทดิ่งลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อลูกค้าประจำเริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นเชิงลบเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้รู้สึกว่าขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ ในวันที่ 1 มกราคม 2026
Ferrari: การผงาดเหนือคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับฉายแสงโดดเด่นที่สุดในวงการรถยนต์หรู บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ที่สูงได้อย่างต่อเนื่อง และมีสถิติยอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญที่ทำให้ Ferrari ประสบความสำเร็จในปีนี้ คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 เท่านั้น เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคาของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับรถยนต์ EV ของคู่แข่งอย่าง Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่สถิติที่น่าสนใจคือลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความภักดีในแบรนด์และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Amalfi” กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทำให้บัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะครองตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์หรูต่อไปในระยะยาว
ปี 2026: การเดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์จะจับจ้องไปที่การแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในสนาม Formula 1 เมื่อแบรนด์ Audi และ Cadillac เตรียมประกาศศักดาด้วยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีการแข่งขันระดับโลกนี้
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ในการพลิกภาพลักษณ์แบรนด์ให้หลุดพ้นจากภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้สูงอายุ” หรือ “รถที่ใช้ในครอบครัว” โดยการเลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม หวังที่จะใช้กระแสความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา มาช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าสู่สนาม Formula 1 ด้วยการเข้าซื้อทีม Sauber ซึ่งเป็นที่รู้จักในวงการแข่งรถมาอย่างยาวนาน การก้าวเข้าสู่เวทีนี้มีเป้าหมายเพื่อปลุกกระแสให้กับแบรนด์ Audi ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมานานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยจัดแสดงในงาน Milan Design Week ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวของ Audi ยุคใหม่ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของรถยนต์รุ่นตำนานอย่าง Audi TT และ R8 การมาถึงของรถต้นแบบนี้แสดงให้เห็นถึงทิศทางอันน่าตื่นเต้นของแบรนด์
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
การเดินทางสู่อนาคตยังคงดำเนินต่อไป
ปี 2025 ได้เปิดเผยภาพการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ สำหรับแบรนด์ที่สามารถปรับตัวและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง แม้ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงเผชิญกับแรงกดดัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็นการปรับสมดุลและหาทิศทางใหม่
สำหรับผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดยอด อนาคตของซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรูยังคงสดใส และการแข่งขันในระดับสูงสุดอย่าง Formula 1 ก็จะเป็นเวทีสำคัญที่จะสร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้กับวงการยานยนต์ต่อไป
มาร่วมกันจับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ และเตรียมพบกับนวัตกรรมที่จะมานิยามนิยามใหม่ของ “การขับเคลื่อน” ในอนาคตอันใกล้นี้!

