(18 ม.ค.69) “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม
ถามว่าประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)
อันดับ 1 ประชาชน 34.11%
อันดับ 2 เพื่อไทย 18.37%
อันดับ 3 ภูมิใจไทย 17.13%
อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 10.25%
อันดับ 5 ไทยสร้างไทย 4.25%
- อื่น ๆ 12.56%
- ยังไม่ตัดสินใจ 3.33%
ถามว่าประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด
อันดับ 1 ประชาชน 33.14%
อันดับ 2 เพื่อไทย 19.49%
อันดับ 3 ภูมิใจไทย 17.63%
อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 8.28%
อันดับ 5 เศรษฐกิจ 3.09%
- อื่น ๆ 14.97%
- ยังไม่ตัดสินใจ 3.40%
ถามว่าประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
อันดับ 1 ณัฐพงษ์ (ปชน.) 34.34%
อันดับ 2 ยศชนัน (พท.) 19.91%
อันดับ 3 อนุทิน (ภท.) 16.13%
อันดับ 4 อภิสิทธิ์ (ปชป.) 10.36%
อันดับ 5 พลเอก รังษี (ศก.) 4.45%
- อื่น ๆ 9.08%
- ยังไม่ตัดสินใจ 5.73%
อุตสาหกรรมยานยนต์ 2025: จุดเปลี่ยนสู่ยุคใหม่ ยานยนต์หรูรุ่งโรจน์ รถยนต์ไฟฟ้าเผชิญแรงกดดัน
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ตลาดรถยนต์ระดับหรูและซูเปอร์คาร์กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและปัจจัยภายนอกอื่นๆ บทวิเคราะห์นี้จะพาเจาะลึกสถานการณ์ปัจจุบัน และมองไปยังทิศทางของอุตสาหกรรมในปี 2026
ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์คาร์” ครองตลาด: เมื่อความหรูหราคือคำตอบ
หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน คำถามที่ว่า “ตลาดซูเปอร์คาร์ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง?” อาจเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้ง ทว่าเมื่อมองภาพรวมของปี 2025 สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ปีนี้สมควรถูกจารึกว่าเป็น “ปีทองของซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง
แบรนด์หรูระดับตำนานอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg ต่างกวาดยอดจองจนยาวเหยียดข้ามปี สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวและงานฝีมืออันประณีต ยังคงมีสูงมากในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักทั่วโลก ในขณะที่ค่ายรถยนต์กระแสหลักกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกำแพงภาษี, ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์, และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน แบรนด์ซูเปอร์คาร์เหล่านี้กลับสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล
ตลาดรถยนต์ Luxury โตสวนกระแส: ความต้องการที่แตกต่าง
ไม่เพียงแต่ซูเปอร์คาร์เท่านั้น แต่ตลาดรถยนต์ Luxury โดยรวมในปี 2025 ก็มีการเติบโตที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีราคาเฉลี่ยเกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทไทย

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “รถยนต์เกียร์ธรรมดา” ที่กำลังกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกถึงการควบคุมรถอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการปรับแต่งรถยนต์ให้สะท้อนตัวตนของเจ้าของ ก็เป็นอีกเทรนด์ที่เติบโตอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าลูกค้าในตลาดบนไม่ได้มองหารถยนต์เพียงเพื่อการใช้งาน แต่กำลังมองหาสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะ, รสนิยม, และความเป็นตัวตน
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เผชิญมรสุม: การแข่งขันที่หนักหน่วงและปัจจัยภายนอก
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตนั้น “แผ่วลง” กว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาด EV ในปี 2025 มีหลายประการ:
การแข่งขันจากแบรนด์จีน: ค่ายรถยนต์ EV จากประเทศจีนได้ยกระดับคุณภาพและเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด พร้อมทั้งนำเสนอรถยนต์ที่มีราคาเข้าถึงง่าย ทำให้แบรนด์รถยนต์ EV ดั้งเดิมจากยุโรปและอเมริกาอย่าง Audi, Ford, GM, และ Volvo ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุน: มาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศเริ่มมีการปรับลดหรือสิ้นสุดลง ทำให้ราคารถยนต์ EV โดยรวมสูงขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ประเด็นทางการเมืองและสังคม: รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีการถกเถียงในหลายสังคมเกี่ยวกับแหล่งพลังงาน, ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่, และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการยอมรับและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
Tesla และ Porsche: ปีที่ยากลำบาก
สำหรับ Tesla ปี 2025 ถือเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายอย่างแท้จริง บริษัทเผชิญกับยอดขายและกำไรที่ลดลงในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังต้องรับมือกับประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับระบบประตูรถยนต์ที่เกิดปัญหาขณะเกิดอุบัติเหตุ
ที่น่าสนใจคือ กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ บางครั้งถึงขั้นที่ลูกค้าบางส่วนต้องติดสติกเกอร์บนรถยนต์เพื่อแสดงออกว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะทราบถึงบุคลิกภาพของ Elon” ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนที่แบรนด์เทคโนโลยีระดับสูงกำลังเผชิญ
ด้าน Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงิน ประกอบกับรถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แม้จะทุ่มงบการตลาดจำนวนมหาศาลและดึงดาราฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร
สถานการณ์ของ Porsche ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินไป และการนำระบบดิจิทัลเข้ามาในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้รู้สึกว่าขาด “จิตวิญญาณ” ของ Porsche ไป สิ่งเหล่านี้บีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ โดยมีภารกิจสำคัญในการพลิกฟื้นสถานการณ์ของแบรนด์
Ferrari: ม้าลำพองผงาดเหนือคู่แข่ง
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังเผชิญกับปัญหา Ferrari กลับสามารถยืนหยัดและทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างแข็งแกร่งและมหาศาล และมียอดจองรถยนต์ที่ยาวนานจนถึงปี 2027 ซึ่งเป็นการทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างขาดลอย
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Ferrari มาจากหลายประการ:
พึ่งพาตลาดจีนน้อย: Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว
การบริหารจัดการแผน EV อย่างรอบคอบ: การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขาย EV ลงเหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคาขายต่อรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนเช่นรถยนต์ EV บางรุ่นของคู่แข่ง
ความภักดีของลูกค้า: แม้ราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความพึงพอใจของลูกค้า
ด้วยโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งและรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่น่าจับตามองอย่าง “Amalfi” บัลลังก์ของม้าลำพองจึงยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
เมื่อมองไปยังปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์และแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้ามาของสองยักษ์ใหญ่ในวงการ นั่นคือ Audi และ Cadillac ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน Formula 1
Cadillac: การเข้าร่วม Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพลิกภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัยและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น โดยการเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะใช้ประโยชน์จากกระแสความนิยมของ F1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เทียบเคียงกับคู่แข่งชั้นนำอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะสร้างผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้น
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยสร้างความฮือฮาในงานเปิดตัวที่มิลาน ซึ่งรถคันนี้จะกลายเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยจะผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายความคลาสสิกจากรุ่น iconic อย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
ปี 2025 เป็นปีที่พิสูจน์ให้เห็นถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมยานยนต์ หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษ การศึกษาตลาดเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนคือสิ่งสำคัญที่สุด

